Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

มูลนิธิโลกระดมทุน 52.5 ล้านดอลลาร์หนุน World ID ดันเวิลด์คอยน์(WLD) ขึ้นแท่นอินฟราคริปโตยุค AI

มูลนิธิโลก(World Foundation) ระดมทุนได้ราว 52.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการขายโทเคน ‘เวิลด์คอยน์(WLD)’ ที่ยังถูกล็อกอยู่ให้กับนักลงทุนสถาบัน เพื่อนำเงินไปขยายโครงสร้างพื้นฐาน ‘World ID’ ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อแยกแยะ ‘คนจริง’ ออกจากบอตในยุคที่ ‘ปัญญาประดิษฐ์(AI)’ และเอเจนต์อัตโนมัติกำลังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 13 ตามรายงานของ Cointelegraph รอบการระดมทุนครั้งนี้นำโดยบริษัทลงทุนด้านคริปโตชื่อดัง ‘แพนเทอรา แคปิตอล(Pantera Capital)’ โดยมี เบนแคปิตอลคริปโต(Bain Capital Crypto), เอทโค โฮลดิงส์(Eightco Holdings), เซลินี แคปิตอล(Selini Capital) และ ซัสเควฮานนาคริปโต(Susquehanna Crypto) เข้าร่วมลงทุนด้วย โทเคนเวิลด์คอยน์(WLD) ที่ขายให้แก่นักลงทุนจะถูกล็อกอัพเป็นเวลา 12 เดือนเต็ม นักลงทุนจึงไม่สามารถขายโทเคนออกสู่ตลาดได้ในช่วงเวลาดังกล่าว มูลนิธิโลกระบุว่าจะนำเม็ดเงินที่ได้ไปเร่งขยาย ‘World ID’ ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ออกให้กับผู้ใช้หลังจากผ่านการสแกนด้วยอุปกรณ์ชีวมิติ ‘World Orb’ ซึ่งเป็นกล้องทรงกลมสำหรับสแกนม่านตา

โครงการ ‘เวิลด์คอยน์’ ถูกออกแบบโดย แซม ออลต์แมน(Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโอเพนเอไอ(OpenAI) ร่วมกับ แม็กซ์ โนเวนสเทิร์น(Max Novendstern) และ อเล็กซ์ บลาเนีย(Alex Blania) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ‘ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนิตี(Tools for Humanity)’ แนวคิดหลักคือสร้างเครือข่าย ID ระดับโลก ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงผ่าน ‘ชีวมิติ’ จากนั้นจึงเชื่อมเข้าสู่ระบบคริปโตและบริการออนไลน์ต่างๆ ทว่าการผูกข้อมูลชีวมิติกับการยืนยันตัวตนได้จุดชนวนให้เกิด ‘ข้อถกเถียงด้านความเป็นส่วนตัว’ และปัญหากฎระเบียบในหลายประเทศ บางหน่วยงานกำกับเลือกจำกัดหรือสั่งระงับการให้บริการสแกนม่านตาชั่วคราวเพราะกังวลเรื่องการเก็บและใช้ข้อมูลอ่อนไหวของผู้ใช้

แม้จะมีแรงต้านด้านกฎระเบียบ แต่มูลนิธิโลกมองว่าทิศทางระยะยาวยังสดใส เพราะเมื่อเนื้อหาที่สร้างโดย AI และ ‘เอเจนต์อัตโนมัติ’ บนออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความจำเป็นในการมีระบบที่พิสูจน์ได้ว่าใครคือ ‘มนุษย์จริง’ จะยิ่งสูงขึ้น ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า หาก World ID สามารถขยายฐานผู้ใช้ได้ในระดับหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้านบัญชี ก็จะกลายเป็นชั้นโครงสร้างพื้นฐานด้าน ID สำคัญของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ และสร้างความต้องการใช้เวิลด์คอยน์(WLD) ตามไปด้วย ทั้งในฐานะโทเคนสำหรับจูงใจให้คนเข้ามาสแกน และในฐานะโทเคนที่ใช้ภายในระบบนิเวศ

กระแสการลงทุนที่เชื่อม ‘คริปโต’ กับ ‘AI’ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับมูลนิธิโลกเท่านั้น ช่วงหลังตลาดเริ่มเห็นเม็ดเงินจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่โครงการที่อยู่กึ่งกลางสองเทรนด์นี้ ล่าสุด ‘อัลปาก้า(Alpaca)’ แพลตฟอร์มโบรกเกอร์ริจจิ้งที่เน้นเทคโนโลยี AI สามารถระดมทุนแบบขายหุ้นได้ถึง 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปขยายระบบเทรดอัตโนมัติและเครื่องมือสำหรับนักลงทุนสถาบัน ขณะที่ ‘คอยน์เบส(Coinbase)’ ก็เปิดตัวชุดเครื่องมือใหม่สำหรับภาคธุรกิจ เพื่อให้บริษัทสามารถรับชำระเงินด้วยเหรียญยูเอสดีคอยน์(USDC) จาก AI เอเจนต์ได้โดยตรง ลดขั้นตอนการผสานระบบระหว่างบอตอัตโนมัติกับโครงสร้างการชำระเงินเดิมขององค์กร

ด้านบริษัทลงทุนรายใหญ่ก็เริ่มจัดสรรทุนก้อนใหม่เพื่อเกาะเทรนด์นี้เช่นกัน แพร์ราไดม์(Paradigm) เพิ่งปิดการระดมทุนกองใหม่มูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประกาศชัดว่าจะลงทุน ‘คริปโต, ปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์’ เป็นสามเสาหลักของพอร์ตโฟลิโอ ส่วนเฟรมเวิร์ก เวนเจอร์ส(Framework Ventures) ก็ปิดกองทุนใหม่ขนาด 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ผสมผสานดีไฟ(DeFi) กับเทคโนโลยี AI และข้อมูลบนเชน

เม็ดเงินยังไหลเข้าสู่ด้าน ‘ความปลอดภัย’ ที่ใช้ AI เป็นแกนกลางด้วย สัปดาห์นี้สตาร์ทอัพด้านรักษาความปลอดภัยอีเมล ‘อีจิสAI(Aegis AI)’ ระดมทุนรอบซีรีส์ A ได้ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์พฤติกรรมและรูปแบบของอีเมลเพื่อดักจับฟิชชิ่งและมัลแวร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างของการใช้ AI เพื่อเสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นพื้นฐาน

‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญในตลาดมองว่าการลงทุนเหล่านี้สะท้อนภาพใหญ่ที่ชัดขึ้นว่า การผสาน ‘AI + คริปโต’ กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงกระแสเก็งกำไรหรือธีมการลงทุนระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นการสร้าง ‘อินฟราสตรักเจอร์ยุคใหม่’ ทั้งในมิติ ‘การยืนยันตัวตน’ อย่าง World ID, มิติ ‘การชำระเงิน’ ด้วยสเตเบิลคอยน์ และมิติ ‘ความปลอดภัยไซเบอร์’ ที่อาศัย AI ตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ดีลระดมทุนของมูลนิธิโลกครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของแนวโน้ม ‘การยืนยันตัวตนในยุค AI’ ซึ่งอาจกำหนดรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตและคริปโตในช่วงหลายปีข้างหน้าข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1