Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย CLARITY ห้ามจ่ายดอกเบี้ยสเตเบิลคอยน์ จับตาทิศทางกฎคริปโตโลก

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้า ‘CLARITY’ กฎหมายกำกับ ‘สเตเบิลคอยน์’ โดยเอนน้ำหนักไปทาง ‘ห้ามจ่ายผลตอบแทน/ดอกเบี้ย’ ให้ผู้ถือสเตเบิลคอยน์อย่างชัดเจน ทำให้ทิศทางกฎเกณฑ์ของตลาดคริปโตถูกจับตาอีกครั้ง หลังประเด็นสำคัญเรื่อง ‘การจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย)’ ที่เคยเป็นจุดขัดแย้งหลักระหว่างภาคคริปโตกับภาคการเงินดั้งเดิม ถูกปิดประตูแทบทั้งหมด ส่งสัญญาณการจัดสมดุลอำนาจใหม่ระหว่างอุตสาหกรรมทั้งสองฝั่ง

เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) มีการเปิดเผยร่างล่าสุดของ ‘CLARITY’ ในการประชุมปิดที่อาคารรัฐสภาแคปิตอลฮิลล์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตัวแทนคนสำคัญในวงการคริปโตเข้าร่วมรับฟังและตรวจสอบรายละเอียด ทำให้ภาพรวม ‘นโยบายสเตเบิลคอยน์’ ของสหรัฐฯ ชัดขึ้นอีกขั้น โดยร่างนี้เจาะตรงไปที่ประเด็น ‘การจ่ายผลตอบแทน’ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้การหารือด้านกฎหมายสเตเบิลคอยน์หยุดชะงักมาร่วมเกือบสองเดือน

ตามร่างใหม่ ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มซื้อขาย นายหน้า (โบรกเกอร์) หรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ห้ามเสนอ ‘ผลตอบแทนใด ๆ’ จากการถือครองสเตเบิลคอยน์ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โครงสร้างที่ทำให้ดูคล้าย ‘เงินฝากธนาคาร’ ก็ถูกนับรวมเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน ‘คำสำคัญ’ อยู่ที่การตีความแบบครอบคลุม เพื่อไม่ให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์เลี่ยงข้อห้ามได้ง่าย ๆ

กรอบการกำกับยังไม่ได้จำกัดแค่ตัวผู้ออกสเตเบิลคอยน์เท่านั้น แต่ขยายไปครอบคลุม ‘แพลตฟอร์มและเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด’ รวมทั้งบริษัทในเครือ โดยระบุว่ากลไกใด ๆ ที่ให้ผลตอบแทน ‘เทียบเท่าดอกเบี้ยในเชิงเศรษฐกิจหรือในเชิงการทำงาน’ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ห้ามทั้งหมด การออกแบบโปรดักต์หรือโครงสร้างผลตอบแทนแบบอ้อม จึงมีแนวโน้มถูกปิดช่องอย่างจริงจัง ถือเป็นการตอบสนองต่อข้อกังวลจากภาคการเงินที่มองว่าแพลตฟอร์มคริปโตอาจ ‘เลี่ยงกฎ’ เพื่อจ่ายดอกเบี้ยในรูปแบบใหม่

ท่าทีนี้ต่อเนื่องจากความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นหลังร่างกฎหมายจากคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งในตอนนั้น มีข้อเสนอทั้งเรื่อง ‘จำกัดดีไฟน์(DeFi)’ และ ‘อนุญาตให้มีดอกเบี้ยสเตเบิลคอยน์ในบางเงื่อนไข’ จนทำให้ภาคคริปโตออกมาคัดค้านอย่างหนัก ก่อนที่การเจรจาจะชะงักไปในเวลาต่อมา

ฝั่ง ‘ธนาคาร’ และสถาบันการเงินดั้งเดิมยังคงยืนกรานคัดค้าน ‘GENIUS’ กฎหมายสเตเบิลคอยน์อีกฉบับ โดยเตือนว่าโครงสร้างบางส่วนอาจสร้าง ‘ความเสี่ยงต่อระบบการเงิน’ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่บริษัทคริปโตจะเสนอผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่เหมือน ‘บัญชีเงินฝาก’ แข่งกับธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ไม่ต้องแบกรับข้อกำกับด้านความปลอดภัยเหมือนธนาคาร

ภายใต้ร่าง ‘CLARITY’ ล่าสุด จึงเกิด ‘ทางออกแบบประนีประนอม’ ในรูปแบบ ‘อนุญาตให้มีรางวัล แต่ห้ามดอกเบี้ย’ กล่าวคือ การให้ ‘รางวัลตามกิจกรรมของผู้ใช้’ ยังพอทำได้ เช่น รางวัลเปิดบัญชี โบนัสแคชแบ็ก คะแนนสะสม หรือโปรแกรมลอยัลตี้อื่น ๆ ที่ผูกกับการใช้งานจริงบนแพลตฟอร์ม แต่จะไม่สามารถออกแบบโปรดักต์ที่ให้ ‘ผลตอบแทนจากการถือสเตเบิลคอยน์เฉย ๆ’ ได้

อย่างไรก็ตาม ‘เส้นแบ่ง’ ยังไม่ชัดเจนทั้งหมด เพราะต่อให้เป็นรางวัลจากการใช้งาน หากโครงสร้างถูกตีความว่า ‘ให้ผลลัพธ์เทียบเท่าดอกเบี้ย’ ก็อาจถูกจำกัดได้เช่นกัน หน่วยงานกำกับหลักอย่าง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ(SEC) คณะกรรมการกำกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(CFTC) และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะมีเวลา 1 ปีในการวางเกณฑ์และตัวอย่างการตีความอย่างเป็นทางการ

ทำเนียบขาวเองก็มีบทบาทในกระบวนการเจรจาครั้งนี้เช่นกัน โดยมีคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาช่วยประสานจุดยืนของแต่ละฝ่าย แพทริก วิตต์ หนึ่งในที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า ผลสรุปในทางปฏิบัติคือ ‘การจ่ายผลตอบแทนสำหรับยอดสเตเบิลคอยน์ที่ไม่ได้ใช้งาน (idle balance) จะถูกกันออกไป’ ทำให้กรอบการอภิปรายแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ ‘ความคิดเห็น’ นี้สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มองความเสี่ยงจากการที่สเตเบิลคอยน์ทำตัวใกล้เคียงเงินฝากธนาคารมากเกินไป

ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตมีมุมมองต่อร่าง ‘CLARITY’ แตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าเงื่อนไขใหม่ ‘เข้มงวดกว่าที่คาดไว้’ โดยเฉพาะเกณฑ์ ‘ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ (economic equivalence)’ ซึ่งถือว่าเป็น ‘จุดเสี่ยง’ เพราะเปิดช่องให้หน่วยงานกำกับตีความได้กว้างในอนาคต และอาจทำให้โปรดักต์ด้านผลตอบแทนแบบใหม่ ๆ ถูกปัดตกเกือบทั้งหมด

ในอีกด้าน ผู้เล่นบางรายกลับมองว่าร่างนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่ ‘สมดุลอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ได้’ เพราะอย่างน้อย ‘สิ่งจูงใจจากการใช้งานจริง’ เช่น รีวอร์ดจากการเทรดหรือการใช้บริการยังสามารถออกแบบได้ต่อไป ขณะเดียวกันก็กำหนด ‘เส้นแบ่งชัดเจน’ ไม่ให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายบัญชีเงินฝากของธนาคารจนเกินไป

หลังจากนี้ ร่าง ‘CLARITY’ จะถูกส่งต่อไปให้ภาคธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพิ่มเติม ก่อนสรุปผลแก้ไขรอบใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ทิศทางนโยบายสเตเบิลคอยน์ของสหรัฐฯ กำลังค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่การ ‘ขีดเส้นแบ่งชัดเจนกับระบบการเงินดั้งเดิม’ โดยเปิดทางให้สเตเบิลคอยน์ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือชำระเงินและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน มากกว่าการเป็น ‘ผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย’ ในระบบการเงินยุคใหม่ ‘ความคิดเห็น’ จากหลายฝ่ายมองตรงกันว่า กรอบแบบนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นใช้กำหนดบทบาทของสเตเบิลคอยน์ในระบบการเงินของตนเองต่อไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1