มูลนิธิอีเธอเรียมเดินหน้าปรับพอร์ตสินทรัพย์อย่างจริงจัง ด้วยการนำ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ไปสเตกเพิ่มเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว แม้ผลตอบแทนจากการสเตกจะลดลง แต่ก็ยังเลือกขยายการรัน ‘ตัวตรวจสอบธุรกรรม (validator)’ อย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความมั่นคงด้านการเงินขององค์กรและเครือข่าย
เมื่อวันที่ 30 (เวลาท้องถิ่น) ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ออนเชน อาร์แคม(Arkham) มูลนิธิอีเธอเรียมได้ทำการสเตกอีเธอเรียมเพิ่มมากกว่า 20,000 ETH ขณะนั้นราคาอีเธอเรียม(ETH) เคลื่อนไหวอยู่แถวราว 2,045 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3.1 ล้านวอนต่อเหรียญ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้จำนวน ‘ตัวตรวจสอบธุรกรรม’ ภายใต้การดูแลของมูลนิธิเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลออนเชนระบุว่า ปริมาณ ETH ที่นำไปสเตกรอบนี้ถูกแบ่งเป็นก้อนละราว 2,047 ETH และถูกส่งขึ้นเครือข่ายหลายครั้ง โครงสร้างการกระจายแบบนี้ถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความ ‘กระจายศูนย์’ และเสถียรภาพของการรันเครือข่าย
แผนล่าสุดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการ ‘สเตก 70,000 ETH’ ที่มูลนิธิอีเธอเรียมประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะนั้นมูลนิธิระบุชัดว่าจะใช้สินทรัพย์ที่ถืออยู่สร้าง ‘รายได้ที่มั่นคง’ เพื่อนำไปต่อยอดด้านการวิจัย การพัฒนาระบบนิเวศ และกองทุนสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ในเครือข่ายอีเธอเรียม
ในช่วงแรก มูลนิธิเริ่มทดลองด้วยการนำ 2,016 ETH ไปสเตก ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์หลักคือการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยถูกถือไว้เฉย ๆ ระยะยาว ให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด’ ที่ช่วยหล่อเลี้ยงองค์กรไปพร้อมกับการดูแลเครือข่าย
อย่างไรก็ตาม ‘ผลตอบแทนจากการสเตก’ กำลังอยู่ในทิศทางขาลง ดัชนีสเตกอีเธอเรียมของโค인데스크 CESR ระบุว่า ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนสเตกอยู่ราว 2.7% ลดลงจากระดับประมาณ 3.4% เมื่อต้นปี ปัจจัยสำคัญมาจากการที่มีผู้เข้าร่วมสเตกบนเครือข่ายเพิ่มขึ้น และสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป
แม้ ‘ยีลด์’ จะลดลง แต่มูลนิธิอีเธอเรียมยังคงเดินหน้ารักษาสัดส่วนการสเตกในระดับสูง โดยให้เหตุผลว่าต้องการทั้ง ‘กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้’ และ ‘การมีส่วนร่วมโดยตรงกับความปลอดภัยของเครือข่าย’ ไปพร้อมกัน
"ความคิดเห็น" การเลือกถือยาวในรูปแบบสเตก แทนการถือเฉย ๆ ถือเป็นสัญญาณว่ามูลนิธิกำลังมองเกมในมุมโครงสร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรจากราคาเพียงอย่างเดียว
ด้านโครงสร้างสินทรัพย์ ออนเชนยังพบว่า มูลนิธิอีเธอเรียมยังเหลืออีเธอเรียมในครอบครองราว 147,400 ETH คิดเป็นมูลค่าประมาณ 303 ล้านดอลลาร์ หรือราว 459,300 ล้านวอน ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่ามูลนิธิยังมี ‘กระสุน’ สำหรับการนำไปสเตกเพิ่ม หรือปรับใช้กับกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์รูปแบบอื่นในอนาคต
ทิศทางล่าสุดของมูลนิธิอีเธอเรียมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง ‘การลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล’ ทั่วไป แต่สะท้อนความพยายามสร้าง ‘โครงสร้างรายได้ที่ยั่งยืน’ เพื่อรองรับการพัฒนาอีโคซิสเท็มในระยะยาว ท่ามกลางภาวะผลตอบแทนสเตกลดลง การเดินหน้าขยายสเตกอย่างต่อเนื่องจะสร้างความได้เปรียบด้านเสถียรภาพการเงิน และส่งผลอย่างไรต่อบทบาทของมูลนิธิในเครือข่ายอีเธอเรียม ยังเป็นสิ่งที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0