ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ดันแรงกดดัน ‘เงินเฟ้อ’ กลับมาอยู่กลางเวทีตลาดโลกอีกครั้ง พร้อมเผยให้เห็นช่องว่างสำคัญของ ‘สเตเบิลคอยน์’ ในฐานะเครื่องมือ ‘เก็บรักษามูลค่า’ ที่ยังทำหน้าที่ได้ไม่ครบ
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 0.9% กระโดดจากระดับเดิมที่ 0.3% โดยแรงขับหลักมาจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ตรงกันข้าม เมื่อหักราคาอาหารและพลังงานออกไป อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกลับต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ทำให้ภาพรวมดูเหมือนแรงกดดันด้านราคายังอยู่ในกรอบจำกัด ทว่าเมื่อมองในมุม ‘อำนาจซื้อจริง’ นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่ากำลังเกิดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ควรมองข้าม
ไมเคิล แอชตัน(Michael Ashton) ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ‘USDi’ ระบุว่า “กระแสสเตเบิลคอยน์ที่บูมขึ้นมา เท่ากับเราสร้างระบบเงินใหม่มาได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น” โดยชี้ว่า ‘ปัญหาด้านการชำระเงิน’ ถูกแก้ไปมากแล้ว แต่ ‘บทบาทการเก็บรักษามูลค่า’ ของเงินกลับถูกปล่อยให้เป็นช่องว่าง
ทุกวันนี้ มูลค่าตลาดของสเตเบิลคอยน์อยู่ราว 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เป็นโทเคนที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ โครงสร้างแบบนี้เน้นรักษาราคาไว้ที่ ‘1 ดอลลาร์’ ให้คงที่เป็นหลัก ส่งผลให้ในสภาวะเงินเฟ้อ มูลค่าที่แท้จริงของสเตเบิลคอยน์ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อถูกถือครองโดยฝ่ายการเงินของบริษัทหรือแพลตฟอร์มฟินเทค ก็อาจกลายเป็นการรับ ‘ความเสี่ยงเงินเฟ้อ’ โดยไม่ได้ตั้งใจ
‘USDi’ สเตเบิลคอยน์ที่เดินตามเงินเฟ้อ
เพื่ออุดช่องว่างเรื่อง ‘เก็บรักษามูลค่า’ จึงมีการพัฒนา ‘USDi’ ขึ้นมาในฐานะสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับ ‘เงินเฟ้อ’ แทนที่จะผูกกับดอลลาร์ USDi ถูกออกแบบให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ CPI เมื่อราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น มูลค่าโทเคนก็จะขยับขึ้นตามไปด้วย
แอชตันอธิบายว่า โครงสร้างของ USDi คล้ายกับ ‘พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแบบชดเชยเงินเฟ้อ (TIPS)’ ในแง่ที่มูลค่าต้นทุน (principal) ถูกปรับเพิ่มตามเงินเฟ้อ แต่ตัดจุดอ่อนของตราสารหนี้ทั่วไปอย่าง ‘ความเสี่ยงที่ราคาจะร่วงเมื่อดอกเบี้ยขยับขึ้น’ ออกไป จึงใกล้เคียงกับ ‘เครื่องมือออมทรัพย์ที่ผูกกับเงินเฟ้อ’ มากกว่าจะเป็นแค่โทเคนสำหรับเก็งกำไร
ด้านหลังของ USDi คือกองทุนเอกชนความผันผวนต่ำที่มีชื่อว่า ‘Enduring U.S. Inflation-Tracing Fund’ ทำหน้าที่บริหารเงินสำรองผ่านพอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วย TIPS พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ สัญญาอัตราแลกเปลี่ยน และอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สอดรับกับภาวะเงินเฟ้อ
น้ำมันพุ่ง–เงินเฟ้อบาน “ดอกเบี้ยเชิงตัวเลขอาจไม่พอ”
ราคาน้ำมันดิบเริ่มทะยานตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังสงคราม ‘อิหร่าน’ ปะทุ โดยราคาขยับทะลุโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ ทำให้ความผันผวนในตลาดพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน โอกาสการปิดกั้น ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นราว 20% ของอุปทานโลก ยิ่งซ้ำเติมความกังวลด้านซัพพลาย
ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นรวดเร็วส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขนส่งและต้นทุนการผลิต สะท้อนออกมาเป็นแรงกดดันด้านราคาสินค้าในภาพรวม ขณะที่ความผันผวนของตลาดในระยะหลังถูกขับเคลื่อนด้วย ‘พาดหัวข่าวสงคราม’ มากกว่าปัจจัยพื้นฐานแบบเดิม
แอชตันมองว่า “ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของสหรัฐอยู่ราว 3.5% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่แถว 3% แต่ในระยะยาวเรามักเห็น ‘เงินเฟ้อ’ วิ่งแซง ‘ดอกเบี้ย’ เสมอ” จึงเชื่อว่าในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การยึดติดกับ ‘ผลตอบแทนเชิงตัวเลข (nominal yield)’ ไม่เพียงพออีกต่อไป ‘สินทรัพย์ที่ผูกตรงกับเงินเฟ้อ’ ต่างหากที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์
หลังบิตคอยน์(BTC)…ยังเหลือชิ้นส่วน ‘เก็บรักษามูลค่า’
ในสายตาของแอชตัน ‘USDi’ ไม่ได้เป็นแค่ผลิตภัณฑ์การลงทุนตัวใหม่ แต่เป็น ‘วิวัฒนาการถัดไป’ ของโครงสร้างคริปโต เขามองว่า บิตคอยน์(BTC) เริ่มต้นในฐานะระบบเงินทางเลือก แต่ด้วยความผันผวนที่สูงมาก ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้เป็นเครื่องมือเก็บรักษามูลค่าในระยะสั้น ขณะที่ ‘สเตเบิลคอยน์’ รุ่นปัจจุบันแม้จะตอบโจทย์เรื่อง ‘การชำระเงิน’ แต่ก็ยังละเลยมิติของ ‘มูลค่าที่แท้จริง’ ไป
ท้ายที่สุด จิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่เสร็จของระบบคริปโตคือ ‘สินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้อย่างเสถียร’ และนั่นคือบทบาทที่ USDi พยายามเข้ามาเติมเต็ม
เปิดทาง ‘อินฟเลชันแบบเลือกเจาะ’ จากประกันถึงการศึกษา
โครงการ USDi ยังวางแผนขยายไปสู่การออกแบบ ‘การรับความเสี่ยงเงินเฟ้อแบบเฉพาะจุด’ ในอนาคต โดยแทนที่จะแค่ตาม CPI ทั้งตะกร้า ผู้ใช้อาจเลือกได้ว่าจะให้โทเคนติดตามเฉพาะหมวดย่อย เช่น ‘ค่าที่พักอาศัย’ ‘ค่ารักษาพยาบาล’ หรือ ‘ค่าเล่าเรียน’ หรือแม้แต่ผูกกับดัชนีเงินเฟ้อของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง เพื่อให้การป้องกันความเสี่ยงมีความละเอียดมากขึ้น
ภาค ‘ประกันภัย’ ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่อาจได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะที่ผ่านมา บริษัทประกันยังขาดเครื่องมือที่จงใจป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในบางหมวด เช่น ‘ค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูง’ ได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ฝั่ง ‘การศึกษา’ USDi อาจกลายเป็นทางเลือกใหม่ในการเก็บเงินเพื่อรับมือ ‘ค่าเทอมที่ขึ้นเรื่อยๆ’ ในระยะยาว
ปัจจุบัน USDi ยังอยู่ในช่วงเริ่มดำเนินการ และกำลังเดินหน้าระดมเงินลงทุนรอบซีด (Seed) มูลค่าราว 1.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายการใช้งาน
แอชตันทิ้งท้ายว่า “ความเสี่ยงเงินเฟ้อคือสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญตั้งแต่เกิดมา” และมองว่าโลกการเงินจำเป็นต้องมี ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการความเสี่ยงนี้โดยตรง ในขณะที่เงินเฟ้อกลับมาเป็นตัวแปรหลักของตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ อาจต้องขยับจากบทบาทเดิมที่เน้นแค่ ‘การชำระเงิน’ ไปสู่การเป็นเครื่องมือ ‘เก็บรักษามูลค่า’ อย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้ช่องว่างสำคัญของระบบคริปโตถูกทิ้งเอาไว้โดยไม่มีคำตอบ
ความคิดเห็น 0