แพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ ‘칼시(Kalshi)’ กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน หลังเปิดให้ผู้ใช้เดิมพันผลคำพูดที่จะถูกเอ่ยในงานแถลงข่าวของนาซา(NASA) ภายหลังภารกิจ ‘อาร์เทมิส II(Artemis II)’ เดินทางกลับสู่โลก โดยประเด็นการคาดเดา ‘ถ้อยแถลง’ กลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญ ยิ่งกว่าคำถามเรื่องการลงจอดบนดวงจันทร์ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดคาดการณ์กำลังก้าวล้ำไปถึงเหตุการณ์ด้านอวกาศมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อวันศุกร์ (เวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ) ทั้ง 칼시 และโพลิมาร์เก็ต(Polymarket) ต่างมีสัญญาเหตุการณ์เกี่ยวกับดวงจันทร์ให้ซื้อขายหลายรายการ แต่ผู้ใช้งานจำนวนมากกลับเลือกไปถือสถานะในสัญญา ที่ผูกกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากยานอวกาศกระแทกผิวน้ำทะเลหรือ ‘splashdown’ แล้วเปิดแถลงข่าวของนาซาแทน โดยสัญญาใน 칼시 ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้มีมูลค่าซื้อขายราว 4,000 ดอลลาร์ แม้ขนาดตลาดจะไม่ใหญ่ แต่ทิศทางความสนใจชัดเจนมาก
ผู้ใช้งาน 칼시 กำลังจับตาว่าเจ้าหน้าที่นาซาจะเอ่ยคำอย่าง ‘ประธานาธิบดี’, ‘นายกรัฐมนตรี’, ‘รังสี (radiation)’ หรือ ‘ความเสียหาย (damage)’ ในงานแถลงหรือไม่ การเดิมพันเหล่านี้ถูกมองว่าไม่ได้สะท้อนแค่สัญลักษณ์ทางการเมืองของภารกิจอาร์เทมิส II เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นไปได้ของปัญหาทางเทคนิคระหว่างการเดินทางกลับโลกอีกด้วย โดยยานอวกาศออไรออน(Orion) ที่ใช้ในภารกิจนี้มีกำหนดกลับสู่โลกในเช้าวันเสาร์ เวลา 9:07 น. ตามเวลาในเกาหลีใต้
อาร์เทมิส II ถูกปล่อยจากฟลอริดาเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมลูกเรือ 4 คน ทำภารกิจบินอ้อมดวงจันทร์หนึ่งรอบแล้วจึงกลับมายังโลก ภารกิจนี้ต่อยอดจากอาร์เทมิส I ในปี 2022 ที่เป็นการส่งยานไร้คนขับไปโคจรรอบดวงจันทร์ นาซาวางเป้าหมายจะให้มนุษย์กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2028 และใช้โครงการอาร์เทมิสเป็นฐานสำคัญสำหรับการฟื้นฟูภารกิจสำรวจดวงจันทร์แบบมีมนุษย์ รวมถึงการเปิดทางสู่การสำรวจห้วงอวกาศลึกในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ‘ตลาดคาดการณ์’ ยังถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่างโพลิมาร์เก็ต ที่เปิดให้เดิมพันผลลัพธ์ของสงครามหรือเหตุภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่ความขัดแย้งสหรัฐ–อิสราเอล ไปจนถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน สัญญาเหล่านี้เคยถูกตั้งคำถามอย่างหนักในสังคมการเมืองสหรัฐ ขณะที่นักการเมืองบางส่วนมองว่า ทั้งเวลาและลักษณะของสัญญามีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นช่องให้เกิด ‘การใช้ข้อมูลภายใน’ และเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุม
ด้าน 칼시 ยังเปิดสัญญาแยกเฉพาะเกี่ยวกับ ‘ความเป็นไปได้ของการลงจอดบนดวงจันทร์แบบมีมนุษย์’ ของนาซาด้วย ปัจจุบันตลาดประเมินโอกาสที่มนุษย์จะลงจอดบนดวงจันทร์ก่อนปี 2030 ไว้ที่ราว 63% และประเมินโอกาสก่อนปี 2029 ที่ราว 41% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ในขณะที่โครงการสำรวจดวงจันทร์กลับมาคึกคัก ตลาดคาดการณ์ได้กลายเป็นกลไกที่นำทั้ง ‘ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี’, ‘ความคาดหวังของสาธารณชน’ และ ‘ความไม่แน่นอน’ มารวมกันในรูปของราคา
อีกด้านหนึ่ง การเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมอวกาศกับ ‘คริปโต’ ก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสตาร์ทอัปด้านดาต้าเซ็นเตอร์วงโคจรชื่อ สตาร์คลาวด์(Starcloud) ซึ่งมีเอ็นวีเดีย(NVIDIA) เป็นหนึ่งในผู้ลงทุน ได้ประกาศแผนเมื่อเดือนมีนาคม ว่าจะทำเหมืองขุดบิตคอยน์(BTC) จากวงโคจรรอบโลก โดยใช้พลังงานจากแผงโซลาร์และเครื่องขุดแบบ ASIC แผนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ขอบเขตของการบรรจบกันระหว่างอุตสาหกรรมอวกาศกับสกุลเงินดิจิทัลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ‘ความคิดเห็น’ เมื่อมองรวมตั้งแต่ตลาดคาดการณ์ ภารกิจอวกาศ ไปจนถึงการขุดบิตคอยน์ในวงโคจร จะเห็นได้ชัดว่าโฟกัสของวงการคริปโตกำลังหันกลับไปจับตา ‘อวกาศ’ อีกครั้งในมุมที่ไม่ใช่แค่จินตนาการ แต่เริ่มลงมือทำจริงบนฐานเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ความคิดเห็น 0