ผู้ให้บริการสภาพคล่องรายใหญ่ที่เชื่อมระหว่าง ‘การเงินดั้งเดิม’ และ ‘คริปโต’ อย่าง B2C2 กำลังถูกจับตา หลังมีรายงานว่าอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการ โดยบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง เอสบีไอ โฮลดิงส์(SBI Holdings) ซึ่งถือหุ้นอยู่ 90% กำลังเปิดทางให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามาถือหุ้น ท่ามกลางกระแส ‘การปรับโครงสร้างตลาดคริปโต’ รอบใหญ่
เมื่อวันที่ 18 (เวลาท้องถิ่น) สื่อฝั่งยุโรปรายงานตรงกันว่า B2C2 ซึ่งตั้งอยู่ในลอนดอน ได้เปิดโต๊ะหารือกับผู้สนใจซื้อหลายรายมานานกว่า 18 เดือน ทั้งในรูปแบบขายหุ้นบางส่วนและการขายกิจการทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใกล้ชิดดีลจำนวน 5 รายระบุว่า ข้อตกลงยังไม่มีความชัดเจน และมีโอกาสสูงที่การเจรจาอาจยืดเยื้อออกไป
ประเด็นที่ทำให้ดีลเดินหน้าได้ยากคือ ‘มูลค่ากิจการ’ โดยฝั่ง B2C2 ต้องการให้มีการประเมินที่ระดับราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.46 หมื่นล้านบาท แต่หลายฝ่ายมองว่าตัวเลขดังกล่าว ‘สูงเกินไป’ เมื่อเทียบกับสภาพตลาดคริปโตในปัจจุบันที่ซบเซา ทั้งด้านราคาและปริมาณการซื้อขาย ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มให้ส่วนลดกับบริษัทคริปโตมากขึ้น หลังผ่านช่วงฟองสบู่และการล้มละลายของผู้เล่นรายใหญ่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
B2C2 ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 ในฐานะผู้ดูแลสภาพคล่องและทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ดูแลตลาด’ (Market Maker) สำหรับลูกค้าสถาบัน โดยลูกค้าหลักได้แก่ธนาคารดั้งเดิม, แพลตฟอร์มเทรดคริปโต, กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และบริษัทจัดการสินทรัพย์ จุดเด่นคือเทคโนโลยีเทรดอัตโนมัติที่รองรับทั้งการซื้อขายสปอต, อนุพันธ์ และการซื้อขายนอกตลาด (OTC) ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้สินทรัพย์ดิจิทัลมีสภาพคล่องต่อเนื่องในแทบทุกสภาวะตลาด
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโตเริ่มเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และท่าทีการเงินตึงตัวของธนาคารกลางหลัก ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหลายเหรียญแกว่งตัวในกรอบแคบ ‘คำ’ สำหรับธุรกิจที่หารายได้จากส่วนต่างราคาและการไหลของคำสั่งซื้อขายอย่างผู้ดูแลตลาด การหดตัวของวอลุ่มจึงกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อรายได้และอัตรากำไร
ภาพรวมอุตสาหกรรมก็ไม่ต่างกัน หลายแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตเริ่มรายงานตัวเลขซื้อขายสปอตลดลงเมื่อเทียบปีต่อปี บางรายต้องลดพนักงานและตัดงบลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อประคองกระแสเงินสด ขณะที่ผู้ให้บริการสภาพคล่องขนาดกลางและเล็กถูกบีบให้หาพันธมิตรหรือถอนตัวออกจากตลาด
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การเจรจาขาย B2C2 จึงถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงสร้างใหม่’ ของอุตสาหกรรม มากกว่าจะเป็นดีลโดดเดี่ยว นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) จะกลายเป็นกลยุทธ์หลักในวงการคริปโต โดยเฉพาะในกลุ่มแพลตฟอร์มซื้อขาย, ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล, ฟินเทคสายการชำระเงิน และผู้ให้บริการสภาพคล่อง
เทรนด์สำคัญคือการสร้าง ‘แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลแบบครบวงจร’ ที่ให้บริการตั้งแต่การซื้อขาย, การเก็บรักษาทรัพย์สิน, การให้กู้ยืม ไปจนถึงบริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนักลงทุนสถาบัน การที่บริษัทต่าง ๆ เริ่มรวมฟังก์ชันเข้าหากันมากขึ้น สะท้อนว่าตลาดกำลังเคลื่อนจากพื้นที่ทดลองของนักลงทุนรายย่อย ไปสู่โครงสร้างที่อยู่ภายใต้กติกาของสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน
ฝั่งเอสบีไอ โฮลดิงส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ B2C2 เข้าลงทุนครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ด้วยเงินราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 439 ล้านบาท จนถือหุ้นได้ถึง 90% รายได้และกำไรของ B2C2 ไม่ได้เปิดเผยแยกเป็นรายบริษัท แต่ถูกรวมอยู่ในส่วนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของเอสบีไอ
ในปีบัญชีล่าสุด ธุรกิจคริปโตของเอสบีไอสร้างรายได้ราว 89.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 8.12 พันล้านบาท และมีกำไรก่อนหักภาษี 21.2 พันล้านเยน แม้รายได้จะเติบโต 10.9% จากปีก่อน แต่กำไรกลับทรงตัว สะท้อนความท้าทายด้านต้นทุนและสภาพตลาดที่ไม่เป็นใจ
พร้อมกันนี้ เอสบีไอยังเดินหน้าขยายอาณาจักรสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยเพิ่งบรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ ‘บิทแบงก์’ (bitbank) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตสัญชาติญี่ปุ่น มูลค่าราว 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,236 ล้านบาท เพื่อเสริมโครงสร้างธุรกิจด้านการซื้อขายและบริการสำหรับลูกค้ารายย่อย
ในอีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่าเอสบีไอได้พิจารณาทางเลือกหลายรูปแบบสำหรับ B2C2 ทั้งการขายหุ้นบางส่วน การนำพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้ามาลงทุน หรือแม้แต่การหมุนสินทรัพย์บางส่วนไปต่อยอดธุรกิจอื่น ‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่าการขยับครั้งนี้ไม่น่าใช่เพียงการทำกำไรจากการลงทุนเดิม แต่เป็นการจัดสรรเงินทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับพอร์ตธุรกิจให้สอดรับกับการโตของตลาดในระยะยาว
หากดีลขาย B2C2 เดินหน้าจนสำเร็จ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวบริษัทเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็น ‘ตัวชี้วัด’ มูลค่าของผู้ให้บริการสภาพคล่องในตลาดคริปโตยุคใหม่ ว่าตลาดพร้อมจะให้ราคาแค่ไหนกับธุรกิจที่ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างสถาบันการเงินแบบเดิมและโลกสินทรัพย์ดิจิทัล ผลลัพธ์ของดีลนี้จึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทาง ‘ผู้ให้สภาพคล่อง’ และโครงสร้างการแข่งขันของตลาดคริปโตในอีกหลายปีข้างหน้า
ความคิดเห็น 0