กระแส ‘มิมคอยน์’ ในตลาดคริปโตเริ่มแผ่วลงอย่างชัดเจน ขณะที่เม็ดเงินจากสถาบันการเงินไหลเข้าตลาดมากขึ้น ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังคงวิ่งต่อในทิศทางขาขึ้น แต่ ‘โดชคอยน์(DOGE)’ และ ‘ชิบะอินุ(SHIB)’ กลับถูกเบียดออกจากตำแหน่งผู้นำตลาดไปเรื่อย ๆ สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจากการเก็งกำไรสั้น ๆ ไปสู่สินทรัพย์หลักที่สถาบันเชื่อมั่นมากกว่า
ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของโดชคอยน์(DOGE) และชิบะอินุ(SHIB) อยู่ราว 13,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.945 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบราว 3 ปี และเพียงเดือนนี้เดือนเดียวมูลค่ารวมยังหดตัวลงอีกราว 2% ในทางกลับกัน บิตคอยน์(BTC) ปรับตัวขึ้นประมาณ 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำภาพเงินทุนที่เริ่มไหลออกจาก ‘มิมคอยน์’ ไปหาบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง
มองในเชิงสัดส่วนเทียบกับบิตคอยน์ ภาพการเปลี่ยนแปลงยิ่งชัดเจนขึ้น มูลค่าตลาดรวมของโดชคอยน์และชิบะอินุในตอนนี้คิดเป็นเพียงราว 1.02% ของมูลค่าตลาดบิตคอยน์ทั้งหมดที่ราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งเป็น ‘ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์’ เมื่อเทียบกับช่วงฟองสบู่มิมคอยน์ปี 2021 ที่สองเหรียญนี้เคยมีขนาดพุ่งขึ้นไปแตะสัดส่วนราว 7% ของบิตคอยน์ นั่นหมายความว่า เดิมทีเงิน 1 ดอลลาร์ที่อยู่ในบิตคอยน์มีราว 7 เซนต์ที่ไหลไปอยู่ในมิมคอยน์ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 1 เซนต์ สะท้อนว่าไม่ใช่แค่ราคาเหรียญที่ตกลง แต่ ‘โครงสร้างการไหลของเงินทุน’ ในตลาดก็เปลี่ยนไปแล้วด้วย
‘ความคิดเห็น’ การร่วงลงของสัดส่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงรอบย่อตัวตามวัฏจักรราคา แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มคัดกรองสินทรัพย์เสี่ยงสูงออกจากพอร์ต และเลือกกระจุกตัวในเหรียญหลักอย่างบิตคอยน์มากขึ้น
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือกระบวนการ ‘สถาบันเข้าซื้อ (Institutionalization)’ หรือการที่นักลงทุนสถาบันเข้ามามีบทบาทนำในตลาดมากขึ้น หลังการอนุมัติ ‘กองทุน ETF บิตคอยน์สปอต’ ในสหรัฐช่วงปี 2024 เป็นต้นมา สภาพคล่องจากสถาบันใหญ่ทั้งกองทุน บริษัทจดทะเบียน และนักลงทุนมืออาชีพเริ่มทะลักเข้าสู่บิตคอยน์อย่างจริงจัง
สถาบันเหล่านี้มีแนวโน้มมองบิตคอยน์(BTC) เป็น ‘สินทรัพย์เชิงมหภาค’ ในเชิงเดียวกับทองคำหรือตราสารทุนบางประเภท มากกว่าจะกระจายความเสี่ยงไปยังเหรียญเก็งกำไรอย่างมิมคอยน์ที่มีความผันผวนรุนแรงและขาดปัจจัยพื้นฐานรองรับ ส่งผลให้เม็ดเงินเลือกไหลไปที่บิตคอยน์และโปรเจกต์ที่เชื่อมโยงกับโลกการเงินจริงมากกว่า เช่น เทรนด์ ‘โทเค็นนัยยะสิทธิในสินทรัพย์จริง (RWA)’ ที่นำอสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร หรือสินทรัพย์ดั้งเดิมอื่น ๆ มาแปลงเป็นโทเค็นบนบล็อกเชน
ก่อนหน้านี้เงินจำนวนไม่น้อยเคยไหลเข้าสู่ ‘มิมคอยน์’ เพื่อเก็งกำไรแบบหวังรวยเร็ว แต่ในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยโลกที่อยู่ในระดับสูง และนักลงทุนมีทางเลือกในการรับผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า การเทเงินใส่เหรียญที่ไม่มีกรณีใช้งานชัดเจนจึงเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น จึงมีมุมมองว่าช่วงเวลา ‘ทำกำไรง่าย ๆ จากมิมคอยน์’ กำลังจะปิดฉากลง และถูกแทนที่ด้วยเกณฑ์ลงทุนที่เน้นพื้นฐานและความยั่งยืนมากกว่า
กระแสนี้สะท้อนชัดในตลาดอนุพันธ์คริปโตเช่นกัน ข้อมูลการวางโพซิชันในตลาดออปชันบ่งชี้ว่ากลุ่มเทรดเดอร์จำนวนมากกำลังเดิมพันว่าบิตคอยน์(BTC) มีโอกาสดีที่จะขึ้นไปเหนือโซน 72,000 ดอลลาร์ ทำให้ภาพรวมตลาดในระยะสั้นยังคงหมุนรอบ ‘บิตคอยน์เป็นศูนย์กลาง’ อย่างต่อเนื่อง
โดยสรุป ภาวะซบเซาของโดชคอยน์(DOGE) และชิบะอินุ(SHIB) ในเวลานี้ จึงมีแนวโน้มเป็น ‘การเปลี่ยนโครงสร้าง’ มากกว่าจะเป็นการพักฐานชั่วคราว เม็ดเงินกำลังไหลกลับไปโฟกัสที่บิตคอยน์(BTC) และเซกเตอร์หลักที่เชื่อมโยงกับการเงินดั้งเดิม สวนทางกับ ‘มิมคอยน์’ ที่เริ่มถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลายหางความเสี่ยง มากกว่าจะเป็นตัวเลือกหลักในพอร์ตของนักลงทุนยุคที่สถาบันเข้ามากุมบังเหียนตลาดคริปโตอย่างในตอนนี้
ความคิดเห็น 0