โบรดคอม(Broadcom, AVGO) ตั้งเป้ารายได้ไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 ไว้ที่ราว 29,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่จะบอกว่าธุรกิจชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ของบริษัทยังโตต่อได้จริงหรือไม่ ตัวเลขนี้สูงกว่ารายได้ไตรมาสก่อนหน้าราว 7,200 ล้านดอลลาร์
โบรดคอมเปิดเผยเป้าหมายรายได้ไตรมาส 3 ดังกล่าวในการแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2026 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน โดยบริษัทคาดว่ารายได้ไตรมาส 3 จะเพิ่มขึ้น 84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมประเมินกำไรจากการดำเนินงานตามเกณฑ์ non-GAAP ไว้ที่ราว 67% ของรายได้ และ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วไว้ที่ราว 68% ของรายได้
โจแจอุน(Jo Jae-woon) นักวิเคราะห์จากแดชินซีเคียวริตี้(Daishin Securities) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 25 ว่า “สิ่งที่ตลาดต้องการตรวจสอบในไตรมาสนี้ คือบริษัทจะทำรายได้ให้ถึงเป้าหมาย 29,400 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้ได้จริงหรือไม่” พร้อมเสริมว่า “ตัวเลขนี้มีขนาดใหญ่มาก ถ้าทำได้ตามเป้า ความน่าเชื่อถือของเรื่องราวการเติบโตทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะเกิดผลตรงกันข้าม”
รายได้ไตรมาส 2 ของโบรดคอมอยู่ที่ 22,187 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ถึง 10,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 143% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ฮก แทน(Hock Tan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโบรดคอม กล่าวในแถลงการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 ว่า “รายได้จากชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากความต้องการชิปเร่งความเร็ว AI แบบสั่งทำเฉพาะและชิปเครือข่าย AI ที่เพิ่มขึ้น” สะท้อนว่าความต้องการประมวลผลของลูกค้ารายใหญ่และการลงทุนเครือข่ายศูนย์ข้อมูลกลายเป็นแกนหลักของผลประกอบการโบรดคอมไปแล้ว
ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกัน บริษัทประเมินว่ารายได้จากชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ในไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 16,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานเรื่องรายได้ชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ของโบรดคอมในไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้น 143% พร้อมเป้าหมายรายได้ไตรมาส 3 ที่ 16,000 ล้านดอลลาร์เอาไว้แล้ว
คำว่าชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI หมายถึงชิปที่ใช้ในการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์และการสื่อสารภายในศูนย์ข้อมูล จุดต่างของโบรดคอมจากเอ็นวิเดีย(NVIDIA, NVDA) คือไม่ได้ชูชิปประมวลผลกราฟิกอเนกประสงค์ (GPU) เป็นหลัก แต่เน้นผลิตชิปประมวลผลและชิปเครือข่ายที่ออกแบบเฉพาะให้ลูกค้าแต่ละราย
ด้วยโครงสร้างธุรกิจแบบนี้ แผนการลงทุนศูนย์ข้อมูลของลูกค้ารายใหญ่จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับความชัดเจนของรายได้ในอนาคต เพราะการออกแบบและจัดหาชิปถูกปรับให้เข้ากับโหลดงานและขนาดพลังงานของลูกค้าแต่ละราย เมื่อยืนยันความต้องการได้แล้วก็มีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่สัญญาจัดหาระยะยาว
แดชินซีเคียวริตี้มองว่าแผนการลงทุนศูนย์ข้อมูลของบริษัท AI รายใหญ่ อย่างเมตา(Meta), แอนโทรปิก(Anthropic) และโอเพนเอไอ(OpenAI) เป็นปัจจัยหนุนหลังคาดการณ์ของโบรดคอม ตามรายงานของ Hankyung นักวิเคราะห์โจอธิบายว่าโบรดคอมประเมินขนาดพลังงานศูนย์ข้อมูล AI ที่ลูกค้ากลุ่มนี้จะใช้ไว้ที่ เมตา 3 กิกะวัตต์ แอนโทรปิก 5 กิกะวัตต์ และโอเพนเอไอ 1.3 กิกะวัตต์
เป้าหมายรายได้ชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI รายปีที่โบรดคอมตั้งไว้ก็เป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม โจกล่าวว่า “ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือรายได้ชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI จะขึ้นไปถึงระดับ 16,000 ล้านดอลลาร์จริงหรือไม่ และเมื่อรวมรายได้ไตรมาสที่เหลือของปีแล้วจะทำได้ตามเป้าหมายรายปีที่ 56,000 ล้านดอลลาร์หรือไม่”
หากรายได้ไตรมาส 3 จากชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ทำได้ตามเป้าหมาย 16,000 ล้านดอลลาร์จริง การประเมินของตลาดต่อสัดส่วนและความเร็วในการเติบโตของธุรกิจชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ในรายได้รวมของโบรดคอมก็อาจถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย
สำหรับนักลงทุนในเอเชียที่ติดตามหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ตัวเลขนี้ถือเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐฯ เพราะสะท้อนว่าการลงทุนศูนย์ข้อมูล AI แปลงเป็นรายได้ชิปจริงได้เร็วแค่ไหน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจต่อหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดที่ผ่านมาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตเพียงอย่างเดียว TokenPost เคยรายงานว่าแม้โบรดคอมจะทำรายได้ชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นถึง 143% แต่ราคาหุ้นก็ยังปรับตัวลงแรง เนื่องจากตอนนั้นความคาดหวังของตลาดที่สูงขึ้นและตัวเลขเป้าหมายของไตรมาสถัดไปมีน้ำหนักต่อการประเมินมากกว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว
โบรดคอมแจ้งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมว่าจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 พร้อมแนวโน้มธุรกิจ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการวันที่ 2 กันยายน ซึ่งตรงกับช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายนตามเวลาประเทศไทย โดยจะมีการประชุมทางโทรศัพท์กับนักวิเคราะห์ตามมาในวันเดียวกัน
ความคิดเห็น 0