เชินอวี้ (Shenyu) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Cobo ให้ความเห็นว่า บิตคอยน์(BTC) คือ 'ทองคำที่ดีกว่า' และในยุค AI เจตจำนงและการตัดสินใจของแต่ละคนมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม บทสัมภาษณ์ครั้งนี้เน้นพูดถึงคุณสมบัติของบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้งานบนเชน มากกว่าการคาดการณ์ราคาระยะสั้น
เมื่อวันที่ 26 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ PANews ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ระหว่างเชินอวี้กับจินหมิง (Jin Ming) ผู้ก่อตั้ง GeukChain Tech โดยเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็น ทั้ง AI การสร้างธุรกิจ ปรัชญาการลงทุน บิตคอยน์ อีเธอเรียม(ETH) และเอเจนต์บนเว็บ3
เชินอวี้มองว่า AI ช่วยลด 'ต้นทุน' ในการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงลงไปมาก เขากล่าวว่า “พอเข้าสู่ยุค AI งานที่เมื่อก่อนต้องใช้เวลาและเงินทุนมหาศาล ตอนนี้แค่มีไอเดียก็สร้างออกมาได้อย่างรวดเร็ว” ยิ่งต้นทุนการลงมือทำต่ำลงเท่าไร เจตจำนงของคนที่ตัดสินใจว่าจะสร้างอะไรก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังไม่พบ 'งานที่ใหญ่พอและเป็นระบบ' มากพอที่จะใช้ AI เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เชินอวี้นิยามตัวเองว่าเป็น 'บิลเดอร์' (builder) และย้ำว่าการค้นหาปัญหาใหญ่แล้วจัดโครงสร้างให้เป็นระบบยังคงสำคัญกว่าการใช้เครื่องมือเพียงอย่างเดียว
มุมมองของเขาต่อบิตคอยน์ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เชินอวี้กล่าวว่า “ไม่เปลี่ยนเลย มันยังคงเป็นทองคำดิจิทัล” พร้อมชี้ว่าจุดแข็งสำคัญคือการเป็นสินทรัพย์ที่ถือครองได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง และคุณค่าของบิตคอยน์จะยิ่งเห็นชัดในสถานการณ์ที่รุนแรงมากกว่าช่วงตลาดปกติ
ในการเปรียบเทียบกับทองคำ จุดยืนของเขาก็ชัดเจนไม่แพ้กัน เชินอวี้กล่าวว่า “บิตคอยน์คือทองคำที่ดีกว่า” คำพูดนี้ไม่ได้หมายถึงการคาดการณ์ราคาหรือผลตอบแทน แต่สะท้อนมุมมองที่มองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถเก็บรักษาและโอนย้ายได้
อีกประเด็นสำคัญของบทสัมภาษณ์คือเรื่อง AI เอเจนต์ เชินอวี้กล่าวว่าระบบนิเวศอย่างอีเธอเรียมอาจกลายเป็นเครือข่ายที่ 'เอเจนต์' ใช้งานมากกว่ามนุษย์ในอนาคต เนื่องจากผลิตภัณฑ์บนเชนในปัจจุบันยังต้องการความรู้และความระมัดระวังด้านความปลอดภัยสูงจากผู้ใช้ การให้เอเจนต์เข้ามาทำหน้าที่เป็นชั้นกลางจึงอาจเป็นทิศทางที่เป็นธรรมชาติมากกว่า
AI เอเจนต์ หมายถึงโปรแกรมอัตโนมัติที่ทำงานตามเป้าหมายและเงื่อนไขที่ผู้ใช้กำหนดไว้ล่วงหน้า ในวงการเว็บ3 มีการพูดถึงแนวทางที่เอเจนต์จะเข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระเงิน การใช้งานดีไฟ หรือการบริหารสิทธิ์ในกระเป๋าเงินดิจิทัล
ทิศทางผลิตภัณฑ์ของ Cobo เองก็สอดคล้องกับแนวคิดนี้ Cobo อธิบายตัวเองอย่างเป็นทางการว่าเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับทั้งมนุษย์และ AI เอเจนต์ โดย Cobo ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดยเชินอวี้และดร. จาง ฉางฮ่าว (Zhang Changhao)
Cobo แถลงเมื่อวันที่ 20 เมษายนว่าได้เปิดตัว Cobo Agentic Wallet ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่ออกแบบให้ AI เอเจนต์ทำงานบนเชนได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตสิทธิ์และเงื่อนไขที่ผู้ใช้กำหนดไว้เท่านั้น
Cobo ระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้รองรับบล็อกเชนมากกว่า 80 เครือข่าย และโทเคนมากกว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมทั้งอีเธอเรียม, Base, อาร์บิทรัม(ARB), ออปติมิซึม, โพลิกอน และโซลานา(SOL) โดยบริษัทชูจุดเด่นว่าเป็นการผสานการทำงานอัตโนมัติของ AI เอเจนต์เข้ากับการควบคุมของผู้ใช้ไว้ด้วยกัน
เชินอวี้สรุปกรอบการลงทุนของตัวเองด้วยคำว่า 'ความโดดเด่นเฉพาะตัวและการเติบโต' เขาบอกว่าตัวเองมักเลือก 'โฟกัส' ไปที่สินทรัพย์จำนวนน้อยที่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง มากกว่าการกระจายการลงทุนในวงกว้าง โดยยกตัวอย่างสินทรัพย์หลักคือบิตคอยน์ อีเธอเรียม และเทสลา(TSLA) ส่วนสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) นั้นเขาระบุว่ายังอยู่ในขั้นตอนติดตามสังเกตการณ์
บทสัมภาษณ์นี้ไม่ได้ให้ตัวเลขราคาหรือปริมาณการซื้อขายบิตคอยน์โดยตรง แต่มีความน่าสนใจสำหรับผู้อ่านชาวไทยในสองมุม คือมุมมองในวงการที่ว่า AI เอเจนต์อาจกลายเป็นจุดเชื่อมต่อถัดไปของการทำธุรกรรมและการใช้กระเป๋าเงินบนเชน และประเด็นถกเถียงเก่าแก่เรื่องการเปรียบเทียบบิตคอยน์กับทองคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเราเคยรายงานถึงแนวโน้มที่การชำระเงินผ่าน AI เอเจนต์เชื่อมโยงกับการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ในภาคธุรกิจ และการถกเถียงเรื่องมาตรฐานบล็อกเชนสำหรับการยืนยันตัวตนของเอเจนต์ มาแล้ว บทสัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มุมมองที่มองเอเจนต์เป็นผู้ใช้งานจริงบนระบบนิเวศออนเชน กำลังเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกระเป๋าเงิน การชำระเงิน และการยืนยันตัวตนต่อไป
ความคิดเห็น 0