ปริมาณเงินกว้าง หรือ M2 ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 23.218 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้จุดกระแสถกเถียงในตลาดคริปโตอีกครั้งว่า M2 ยังใช้อธิบายทิศทางราคาบิตคอยน์(BTC)ได้จริงหรือไม่
ตามข้อมูล H.6 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) M2 แบบปรับฤดูกาลของเดือนกรกฎาคม 2026 อยู่ที่ 23.218 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 102,800 ล้านดอลลาร์จากเดือนมิถุนายนที่ระดับ 23.1152 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ 22.0255 ล้านล้านดอลลาร์ ถือว่าเพิ่มขึ้นราว 5.4%
ตัวเลขชุดนี้อ้างอิงจากสถิติเดียวกับที่ทีมข่าวเคยรายงานถึงช่องว่างระหว่างการเพิ่มขึ้นของ M2 กับเป้าหมายเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ประเด็นใหม่ที่ตลาดให้ความสนใจไม่ใช่การที่ M2 ทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง แต่เป็นคำถามว่าดัชนีนี้ยังมี ‘พลัง’ อธิบายการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์อยู่หรือไม่
M2 คือดัชนีวัดปริมาณเงินที่ครอบคลุมเงินสด บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำวงเงินย่อย และกองทุนตลาดเงินเพื่อการค้าปลีก ดัชนีนี้สะท้อนสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโดยรวม แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่จะบอกทิศทางราคาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งได้โดยอัตโนมัติ
ที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม เฟดได้ปรับวิธีคำนวณ M2 โดยหักบัญชี IRA และ Keogh แบบสุทธิออกจากยอดรวม M2 ตั้งแต่ขั้นตอนคำนวณ การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกปรับย้อนหลังไปถึงช่วงต้นของชุดข้อมูล ทำให้ M2 แบบไม่ปรับฤดูกาลไม่เปลี่ยนแปลง แต่ M2 แบบปรับฤดูกาลถูกปรับแก้เล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ การทำสถิติสูงสุดครั้งนี้จึงไม่ควรถูกนำไปเทียบตรงๆ กับตัวเลขที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้า แต่ต้องมองควบคู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นตัวเลขหลังเปลี่ยนวิธีคำนวณแล้ว เมื่อวิธีคำนวณเปลี่ยน การเปรียบเทียบรายเดือนหรือรายปีก็อาจมีความหมายต่างไปจากเดิม
ในตลาดคริปโต มุมมองที่ว่าการเพิ่มขึ้นของ M2 คือสัญญาณ ‘สภาพคล่องผ่อนคลาย’ ยังคงมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย บนโซเชียลมีเดียสาธารณะ พบการหยิบยกตัวเลข M2 เดือนกรกฎาคมที่ทำสถิติสูงสุดขึ้นมาสนับสนุนมุมมองขาขึ้นของบิตคอยน์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาบนโซเชียลมีเดียบอกได้เพียงทิศทางความรู้สึกของนักลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันว่ามีเงินไหลเข้าจริงหรือราคาตอบสนองจริง ในช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดยังตอบสนองต่อปัจจัยอื่นพร้อมกัน ทั้งกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF บิตคอยน์ ความคาดหวังเรื่องการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และการตีความทิศทางเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า
ฝั่งการวิเคราะห์จากสถาบันการเงินกลับระมัดระวังกว่านั้น ไฟเดลิตี้ ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ว่าความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ระหว่างบิตคอยน์กับสภาพคล่องโลกเริ่ม ‘สั่นคลอน’ ในช่วงหลัง สื่อความว่ายากที่จะสรุปทิศทางบิตคอยน์จากการขยายตัวของ M2 เพียงอย่างเดียว
ด้าน BIT ก็วิเคราะห์ในบทความเมื่อวันที่ 16 (เวลาท้องถิ่น) ในทำนองเดียวกันว่า แม้เรื่องเล่าที่ว่าบิตคอยน์เคลื่อนไหวตามสภาพคล่องโลกจะแพร่หลายในตลาดคริปโต แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวขาดตอนไปแล้วตั้งแต่กลางปี 2025 เป็นต้นมา ความเห็นนี้ชี้ว่า M2 ควรถูกใช้เป็นเพียงตัวชี้วัดอ้างอิง ไม่ใช่ตัวแปรเดี่ยวที่ใช้ตัดสินทิศทางราคา
การที่ความสัมพันธ์อ่อนลงยังสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาด ปัจจุบันราคาบิตคอยน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการซื้อขายสปอตเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดย ETF ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ แรงซื้อขายจากสถาบัน และมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยระดับมหภาคไปพร้อมกัน
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการตีความดัชนีเศรษฐกิจของต่างประเทศ เพราะ M2 เป็นดัชนีตัวแทนสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐฯ การติดตามตัวเลขนี้ควบคู่กับทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ จึงยังเป็นข้อมูลอ้างอิงหนึ่งประกอบการประเมินบรรยากาศการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล
กระนั้น การสรุปจากข้อมูลชุดนี้เพียงอย่างเดียวว่าการเพิ่มขึ้นของ M2 จะนำไปสู่การปรับขึ้นของบิตคอยน์ ยังถือว่าเร็วเกินไป สิ่งที่ยืนยันได้ในตอนนี้มีเพียงว่า M2 แบบปรับฤดูกาลของเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจริง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีนี้กับบิตคอยน์ยังเป็นประเด็นที่แวดวงวิเคราะห์มีความเห็นแตกต่างกัน
ข้อมูล H.6 ชุดถัดไปมีกำหนดเผยแพร่วันที่ 22 กันยายน 2026 ตัวเลขรอบหน้าจะเป็นตัวช่วยยืนยันว่าการเพิ่มขึ้นของเดือนกรกฎาคมเป็นเพียงความเคลื่อนไหวชั่วคราว หรือเป็นแนวโน้มที่ต่อเนื่องแม้หลังเปลี่ยนวิธีคำนวณแล้วก็ตาม
ความคิดเห็น 0