เอสเค ไบโอฟาร์ม(SK Biopharmaceuticals) กลายเป็นหุ้นที่บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งในเกาหลีใต้ปรับเพิ่มเป้าราคาพร้อมกัน หลังบริษัทประกาศเข้าซื้อสิทธิ์ยาต้นแบบรักษาโรคลมชักมูลค่า 795 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,099,500 ล้านวอน โดยฝ่ายวิเคราะห์ให้น้ำหนักไปที่โอกาสต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์และการใช้เครือข่ายขายในสหรัฐฯ ที่มีอยู่แล้ว มากกว่าภาระเงินดาวน์ก้อนใหญ่ของดีลนี้
เอสเค ไบโอฟาร์มแจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 26 ว่าบริษัทได้ลงนามสัญญาอนุญาตให้สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวทั่วโลก(exclusive global license) กับไบโอเฮเวน ไบโอไซแอนซ์ ไอร์แลนด์(Biohaven Bioscience Ireland Limited) สำหรับตัวยาโอปาคาลิม(Opakalim หรือ BHV-7000) สารประกอบกลุ่มกระตุ้น Kv7 และแพลตฟอร์มวิจัยค้นพบยา Kv7 โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ต่อ 1,383 วอนในการคำนวณ
มูลค่าเงินดาวน์ของดีลอยู่ที่ 400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 553,200 ล้านวอน แบ่งจ่าย 350 ล้านดอลลาร์(ราว 484,100 ล้านวอน)เมื่อปิดดีล และอีก 50 ล้านดอลลาร์(ราว 69,200 ล้านวอน)ในอีก 1 ปีถัดไป ส่วนเงินตามความคืบหน้า(milestone)ด้านการพัฒนาและขออนุมัติยาอยู่ที่สูงสุด 395 ล้านดอลลาร์ หรือราว 546,300 ล้านวอน และหลังยาวางขายจริงจะมีค่าลิขสิทธิ์แยกตามช่วงยอดขายสุทธิอีกด้วย
สำนักข่าวเอเชียเอโคโนมี(Asia Economy) ของเกาหลีใต้รายงานว่า ฮานาซีเคียวริตี้(Hana Securities) ดาอลอินเวสต์เมนต์แอนด์ซีเคียวริตี้(Daol Investment & Securities) และเมอริทซ์ซีเคียวริตี้(Meritz Securities) ต่างปรับเป้าราคาหุ้นเอสเค ไบโอฟาร์มขึ้นเป็น 160,000 วอนเท่ากัน จากเดิมที่ฮานาและดาอลให้ไว้ที่ 150,000 วอน ส่วนเมอริทซ์อยู่ที่ 140,000 วอน ขณะที่ดีเอสอินเวสต์เมนต์แอนด์ซีเคียวริตี้(DS Investment & Securities) ปรับจาก 145,000 วอน เป็น 155,000 วอน และซัมซุงซีเคียวริตี้(Samsung Securities) ปรับจาก 130,000 วอน เป็น 140,000 วอน
จุดอ้างอิงก่อนปรับเป้าราคาคือราคาหุ้นในวันที่ประกาศดีล ซึ่งเอสเค ไบโอฟาร์มปิดที่ 91,600 วอนเมื่อวันที่ 26 ส่วนหน้าเว็บข่าวของเอเชียเอโคโนมีแสดงราคาล่าสุด ณ เวลา 15.30 น. วันที่ 28 อยู่ที่ 88,000 วอน
สิ่งที่ฝ่ายวิเคราะห์ให้ความสำคัญไม่ใช่ตัวโอปาคาลิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโครงสร้างธุรกิจโรคลมชักทั้งหมดของเอสเค ไบโอฟาร์ม บริษัทมียาเซโนบาเมท(cenobamate)วางขายในสหรัฐฯ อยู่แล้วภายใต้ชื่อการค้าเอ็กซ์โคพรี(XCOPRI) การปรับเป้าราคาครั้งนี้เป็นการประเมินต่อยอดจากดีลที่เอสเค ไบโอฟาร์มได้สิทธิ์โอปาคาลิมและแพลตฟอร์ม Kv7ที่เพิ่งประกาศไป
คิม มินจอง(Kim Min-jung) นักวิเคราะห์จากดีเอสอินเวสต์เมนต์แอนด์ซีเคียวริตี้ กล่าวว่า "การนำยาตัวนี้เข้ามาทำให้เอสเค ไบโอฟาร์มสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์โรคลมชักที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่เอ็กซ์โคพรีไปจนถึงโอปาคาลิมได้" พร้อมระบุว่า "ด้วยจุดเด่นที่ต่างกันของทั้งสองผลิตภัณฑ์ บริษัทสามารถวางกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะกับลักษณะและระยะของผู้ป่วยแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งทำให้คุณค่าเชิงกลยุทธ์ของดีลนี้สูงขึ้นตามไปด้วย" เป็นการตีความว่าผลิตภัณฑ์เดิมกับตัวยาใหม่อยู่ในกลุ่มโรคเดียวกันและเสริมกันได้
คิม จุนยอง(Kim Jun-young) นักวิเคราะห์จากเมอริทซ์ซีเคียวริตี้ วิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันว่า "หัวใจของดีลนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มไพพ์ไลน์ แต่คือการขยายโครงสร้างธุรกิจในสหรัฐฯ ที่เคยพึ่งพาเอ็กซ์โคพรีเพียงตัวเดียว ให้กลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์โรคลมชักที่ครบวงจรมากขึ้น" และเสริมว่า "เมื่อสามารถใช้ทีมขายและเครือข่ายแพทย์ที่สั่งจ่ายเอ็กซ์โคพรีอยู่แล้วได้โดยตรง คุณค่าเชิงกลยุทธ์ของโอปาคาลิมต่อเอสเค ไบโอฟาร์มก็อาจสูงขึ้นอีก"
เอสเค ไบโอฟาร์มมีบริษัทลูกในสหรัฐฯ ชื่อเอสเคไลฟ์ไซแอนซ์(SK Life Science) ซึ่งมีทีมขายในพื้นที่มากกว่า 150 คน และเครือข่ายศูนย์โรคลมชักกับแพทย์ระบบประสาทอยู่แล้ว หากโอปาคาลิมผ่านขั้นตอนขออนุมัติและวางขายเชิงพาณิชย์ได้ บริษัทจะสามารถใช้เครือข่ายจำหน่ายเดิมได้ทันที ซึ่งเป็นปัจจัยที่ฝ่ายวิเคราะห์นำมาพิจารณาในการปรับเป้าราคา
โอปาคาลิมเป็นยาต้นแบบรักษาโรคลมชักที่ออกฤทธิ์กระตุ้นช่องโพแทสเซียม Kv7.2 และ Kv7.3 อย่างจำเพาะเจาะจง ไบโอเฮเวนแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 ว่าโอปาคาลิมอยู่ระหว่างการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 2 และ 3 ในกลุ่มผู้ป่วยโรคลมชักชนิดเฉพาะที่(focal onset seizure) และคาดว่าจะทราบผลหลักของการศึกษา RISE3 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ช่องโพแทสเซียม Kv7 เป็นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความตื่นตัวของเซลล์ประสาท ส่วนเงินตามความคืบหน้าหรือมายล์สโตนในสัญญาอนุญาตสิทธิ์ยาโดยทั่วไปจะจ่ายก็ต่อเมื่อถึงขั้นตอนที่กำหนดไว้ เช่น ผลการศึกษาทางคลินิกหรือการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่เงินก้อนที่จ่ายทั้งหมดทันที
กำหนดหมดอายุสิทธิบัตรของผลิตภัณฑ์เดิมก็เป็นอีกปัจจัยที่ฝ่ายวิเคราะห์นำมาประกอบการประเมิน ซอ กึนฮี(Seo Geun-hee) นักวิเคราะห์จากซัมซุงซีเคียวริตี้ ระบุว่า "เดิมทีเอสเค ไบโอฟาร์มพึ่งพารายได้จากเอ็กซ์โคพรีตัวเดียวสูงมาก ทำให้มีความกังวลเรื่องรายได้ลดลงหลังสิทธิบัตรหมดอายุในปี 2032 และมียาชื่อสามัญเข้ามาแข่งขัน" พร้อมมองว่า "การนำยาตัวใหม่เข้ามาครั้งนี้เป็นผลบวกต่อการบริหารวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของบริษัท"
การประเมินมูลค่าของโอปาคาลิมแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ ฮานาซีเคียวริตี้ประเมินไว้ที่ 3,219,900 ล้านวอน ขณะที่ซัมซุงซีเคียวริตี้ให้ตัวเลข 1,785,300 ล้านวอน โดยนำความเสี่ยงด้านการนำออกสู่เชิงพาณิชย์และค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนารายปีมาคำนวณด้วย ส่วนเมอริทซ์ซีเคียวริตี้ประเมินที่ 984,700 ล้านวอน และดาอลอินเวสต์เมนต์แอนด์ซีเคียวริตี้ให้ตัวเลข 717,500 ล้านวอน
คิม ซอนอา(Kim Sun-ah) นักวิเคราะห์จากฮานาซีเคียวริตี้ ระบุว่า "ช่วงปลายปี 2026 คือจุดสำคัญ" และกล่าวว่า "หากผลข้อมูลหลักชุดแรกในช่วงปลายปีนี้ยืนยันว่าโอปาคาลิมมีประสิทธิภาพเหนือกว่ายาอาเซทูคาลเนอร์(azetukalner) ตัวเลขมูลค่าที่ปัจจุบันถูกให้ส่วนลดมากเมื่อเทียบกับบริษัทคู่เทียบ ก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้" ทั้งนี้เป็นการประเมินแบบมีเงื่อนไขจากรายงานของบริษัทหลักทรัพย์ มูลค่าจริงยังขึ้นอยู่กับผลการศึกษาทางคลินิก กระบวนการขออนุมัติ และผลการขายจริงในอนาคต
อี จีซู(Lee Ji-soo) นักวิเคราะห์จากดาอลอินเวสต์เมนต์แอนด์ซีเคียวริตี้ วิเคราะห์ว่า "เงินกู้ระยะสั้นและค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาที่จะเพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะนี้" แต่ "ตั้งแต่ปี 2028 ที่การศึกษาทางคลินิกระยะ 3 จะสิ้นสุดลง ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยพัฒนาน่าจะลดลง" โดยซอ กึนฮีประเมินว่า การจ่ายเงินดาวน์งวดแรกในปี 2026 จะทำให้เงินสดสุทธิของบริษัทลดลงชั่วคราว ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 346,500 ล้านวอนในปี 2027
การปรับเป้าราคาหุ้นครั้งนี้สะท้อนทั้งภาระต้นทุนของดีลใบอนุญาตขนาดใหญ่และมูลค่าสิทธิ์ที่ได้มาในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม โอปาคาลิมยังคงเป็นเพียงยาต้นแบบที่ต้องผ่านการศึกษาทางคลินิกและกระบวนการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลอีกหลายขั้นตอน โดยเกณฑ์การตัดสินใจถัดไปของตลาดจะอยู่ที่ผลการศึกษา RISE3 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ความคิดเห็น 0