Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ยอดขายแฟรนไชส์พุ่ง 19% สเต๊ก แอนด์ เชคย้ำผลบวกจากรับชำระบิตคอยน์(BTC)

การชำระเงินด้วยบิตคอยน์ที่ร้านเบอร์เกอร์ / TokenPost.ai (mono)

สเต๊ก แอนด์ เชค (Steak 'n Shake) เชนร้านเบอร์เกอร์สัญชาติสหรัฐฯ เปิดเผยว่ายอดขายร้านสาขาเดิม (same-store sales) ของร้านแฟรนไชส์พาร์ทเนอร์เพิ่มขึ้น 19% ในไตรมาสนี้ นับตั้งแต่เริ่มเปิดรับชำระเงินด้วยบิตคอยน์(BTC)

สเต๊ก แอนด์ เชค โพสต์ผ่าน X เมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่า “นับตั้งแต่เริ่มรับชำระด้วยบิตคอยน์ในเดือนพฤษภาคม 2025 ยอดขายร้านสาขาเดิมเติบโตในระดับสองหลักต่อเนื่อง” และ “ในไตรมาสนี้ ยอดขายร้านสาขาเดิมของร้านแฟรนไชส์พาร์ทเนอร์เพิ่มขึ้น 19%” โดยเนื้อหานี้มีการรายงานโดยนิตยสาร Bitcoin Magazine

สเต๊ก แอนด์ เชค เริ่มเปิดรับชำระเงินด้วยบิตคอยน์ที่สาขาในสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 โดยใช้เครือข่ายไลท์นิ่ง (Lightning Network) ซึ่งเป็นเครือข่ายชำระเงินเสริมที่ประมวลผลธุรกรรมนอกบล็อกเชนบิตคอยน์ ช่วยลดเวลาและต้นทุนสำหรับการชำระเงินมูลค่าน้อย

นิตยสาร Bitcoin Magazine รายงานว่าเมื่อครั้งเริ่มใช้ระบบนี้ในปี 2025 สเต๊ก แอนด์ เชค ได้ขยายบริการไปยังทุกสาขาทั่วสหรัฐฯ แล้ว การประกาศครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าบิตคอยน์ไม่ได้ถูกใช้เพียงเป็นสินทรัพย์ถือครอง แต่ยังถูกนำมาใช้จริงในการชำระเงินหน้าร้านด้วย

บริษัทยังเน้นย้ำถึงผลด้านการลดต้นทุนจากการรับชำระด้วยบิตคอยน์ โดยระบุว่าเมื่อเทียบกับการชำระด้วยบัตรเครดิตแบบดั้งเดิม ค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงินสามารถลดลงได้ประมาณ 50%

ไมเคิล โบส์ (Michael Boes) ผู้บริหารของสเต๊ก แอนด์ เชค กล่าวในงานประชุมบิตคอยน์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า “หากการชำระเงินด้วยบัตรทั้งหมดเปลี่ยนมาเป็นบิตคอยน์ บริษัทจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 6 ล้านดอลลาร์ (ราว 210 ล้านบาท) ต่อปี” คำกล่าวนี้สะท้อนผลของการเปลี่ยนช่องทางชำระเงินในรูปของค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ยังยากที่จะสรุปว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการรับชำระด้วยบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเอกสารไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ Biglari Holdings(BH) บริษัทแม่ ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ระบุว่ายอดขายร้านสาขาเดิมของร้านที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการเองในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.9%

ตัวเลข 19% ที่บริษัทประกาศนั้น นับเฉพาะร้านแฟรนไชส์พาร์ทเนอร์เท่านั้น เนื่องจากร้านที่บริษัทดำเนินการเองบริหารโดยสำนักงานใหญ่โดยตรง ขณะที่ร้านแฟรนไชส์พาร์ทเนอร์บริหารโดยผู้ประกอบการอิสระ ตัวเลขทั้งสองจึงมีขอบเขตการนับที่แตกต่างกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงยากที่จะนำอัตราการเติบโตของยอดขายร้านแฟรนไชส์ไปเปรียบเทียบกับผลประกอบการของร้านที่บริษัทดำเนินการเองในฐานะตัวชี้วัดเดียวกัน และความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรงระหว่างสัดส่วนการใช้ชำระเงินด้วยบิตคอยน์กับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้จากการประกาศครั้งนี้เพียงอย่างเดียว

เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ สเต๊ก แอนด์ เชค ประกาศว่าได้นำบิตคอยน์มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ (ราว 350 ล้านบาท) เข้าสู่ทุนสำรองเชิงกลยุทธ์ของบริษัท โดยบริษัทอธิบายมาโดยตลอดว่าการรับชำระด้วยบิตคอยน์และการบริหารทุนสำรองเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการยกระดับคุณภาพอาหารและการขยายธุรกิจ

ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานเกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างที่ว่าสเต๊ก แอนด์ เชค เรียกตัวเองว่าเป็น “บริษัทบิตคอยน์” มาก่อน การประกาศครั้งนี้จึงถือเป็นการขยายแนวคิดการใช้บิตคอยน์ที่เคยนำเสนอไว้ ให้กลายเป็นกรณีตัวอย่างจริงด้านการชำระเงินและการบริหารต้นทุน

กรณีของสเต๊ก แอนด์ เชค สะท้อนความเป็นไปได้ในการนำบิตคอยน์มาใช้ในเชิงธุรกิจ ผ่านตัวชี้วัดสองด้านคือยอดขายร้านแฟรนไชส์และต้นทุนการชำระเงิน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามต่อไปว่าปริมาณการใช้ชำระเงินจริงและค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้จะสะท้อนไปยังผลประกอบการของบริษัทอย่างไรในระยะต่อไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1