อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี(Korea Treasury Bond)ปรับตัวสูงขึ้นในทุกช่วงอายุระหว่างเดือนสิงหาคม 2026 โดยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับ 'สูงสุดเป็นประวัติการณ์' ที่ 4.751% ต่อปีในระหว่างวัน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรในประเทศสุทธิ
สมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลี(Korea Financial Investment Association)เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ในรายงาน 'แนวโน้มตลาดพันธบัตรนอกตลาดหลักทรัพย์เดือนสิงหาคม 2026' ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ณ สิ้นเดือนสิงหาคมปรับตัวสูงขึ้นในทุกช่วงอายุเมื่อเทียบกับสิ้นเดือนก่อนหน้า
พันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปีปิดที่ 3.838% ต่อปี เพิ่มขึ้น 8.0bp(1bp เท่ากับ 0.01 จุดเปอร์เซ็นต์)จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.313% ต่อปี เพิ่มขึ้น 5.2bp
พันธบัตรระยะยาวพิเศษปรับขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน โดยพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 4.751% ต่อปีในระหว่างการซื้อขายวันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีเคยพุ่งแตะ 4.728% ต่อปีในระหว่างวันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้อัตราผลตอบแทนในทุกช่วงอายุ ณ สิ้นเดือนล้วนสูงกว่าเดือนก่อนหน้าทั้งหมด
ในช่วงต้นเดือน อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงจากราคาน้ำมันโลกที่ร่วงลงและดัชนีคอสปีที่ทรุดตัว ซึ่งทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ตั้งแต่กลางเดือนเป็นต้นไป ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางเกาหลี(Bank of Korea)จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯและญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพิเศษในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางเกาหลีมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม จาก 2.75% เป็น 3.00% ต่อปี หรือปรับขึ้น 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สองหลังจากปรับขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยธนาคารกลางระบุว่าเศรษฐกิจในประเทศยังคงขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมายต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
อัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลโดยตรงต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น ส่วนพันธบัตรระยะยาวยังได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของต่างประเทศด้วย โดยทั่วไปเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ราคาพันธบัตรที่ออกไปแล้วมักปรับตัวลดลง ซึ่งอาจเพิ่มภาระขาดทุนทางบัญชีให้กับสถาบันที่ถือครองพันธบัตรดังกล่าว
ทั้งการออกและการซื้อขายพันธบัตรในเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลงพร้อมกัน โดยยอดออกพันธบัตรรวมทั้งหมดอยู่ที่ 76.6 ล้านล้านวอน ลดลง 8.8 ล้านล้านวอนจากเดือนก่อนหน้า
การออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่การออกพันธบัตรพิเศษ พันธบัตรสถาบันการเงิน และหุ้นกู้เอกชนลดลง โดยยอดออกหุ้นกู้เอกชนอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านวอน ลดลง 5.9 ล้านล้านวอนในเดือนเดียว
ความต้องการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนก็อ่อนแรงลงเช่นกัน การสำรวจความต้องการซื้อหุ้นกู้เอกชนมีคำสั่งซื้อเข้ามา 2.63 ล้านล้านวอน คิดเป็นอัตราการเข้าร่วม 210.4%
อัตราการเข้าร่วมดังกล่าวต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 541.1% อยู่ 330.7 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าความต้องการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนของตลาดแรกซบเซาลงกว่าเดิม
ปริมาณการซื้อขายพันธบัตรนอกตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 387 ล้านล้านวอน ลดลง 58.4 ล้านล้านวอนจากเดือนก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 3.1891 ล้านล้านวอน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 839 พันล้านวอน พลิกกลับมาเป็นฝ่ายขายสุทธิ
ยอดถือครองพันธบัตรในประเทศของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 344.7 ล้านล้านวอน ลดลง 6.4 ล้านล้านวอนจากเดือนก่อนหน้า สมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลีอธิบายว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตราสวอปสกุลเงิน(CRS)ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้แรงจูงใจของนักลงทุนต่างชาติในการทำอาร์บิทราจพันธบัตรสกุลวอนลดลง
ผลตอบแทนใบรับฝากเงินที่โอนได้(CD)ณ สิ้นเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 3.12% ต่อปี เพิ่มขึ้น 17bp จากเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ตลาดยังคงจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเกาหลี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของต่างประเทศ และแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ว่าจะส่งผลต่อตลาดตราสารหนี้ในประเทศอย่างไรต่อไป
ความคิดเห็น 0