ซีแคช(ZEC) ราคาพุ่งขึ้นถึง 94% ภายในหนึ่งเดือน ดึงความสนใจกลับมาที่สินทรัพย์สายความเป็นส่วนตัวอีกครั้ง ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่าแรงซื้อจากการ ‘เคลียร์สถานะเลเวอเรจ’ และ ‘การซื้อตามกระแส’ เป็นตัวเร่งราคา ขณะที่ประเด็นโครงสร้างซัพพลาย ธรรมาภิบาล และประวัติช่องโหว่ด้านความปลอดภัยก็ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง
ราคา ZEC ทะลุ 1,000 ดอลลาร์ระหว่างวันซื้อขายเมื่อวันที่ 4 กันยายน ก่อนจะไต่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,256.92 ดอลลาร์ในวันที่ 7 กันยายน ราคาปิดวันดังกล่าวอยู่ที่ 1,146.61 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาปิดวันที่ 2 กันยายนที่ 814.84 ดอลลาร์ราว 41% ส่วนผลตอบแทนในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาสูงกว่า 2,300%
โคอินเดสก์(CoinDesk) รายงานว่าในช่วง 24 ชั่วโมงของวันที่ 4 กันยายน ที่ราคา ZEC พุ่งขึ้น มีสถานะเลเวอเรจถูกบังคับปิดไปราว 36.6 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นสถานะขาย ‘short’ ที่ถูกเคลียร์มากถึงราว 34.5 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากผู้ที่เปิดสถานะเดิมพันว่าราคาจะลงต้องซื้อ ZEC กลับเพื่อปิดสถานะ แรงซื้อจากการเคลียร์สถานะจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักราคาให้พุ่งแรงขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม ขนาดของการเคลียร์สถานะเพียงอย่างเดียวไม่อาจสรุปได้ว่าราคาที่พุ่งขึ้นทั้งหมดมาจากการเทรดเลเวอเรจ ความต้องการใช้งานจริง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และแรงซื้อตามกระแสในตลาด ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องแยกพิจารณาควบคู่กันไป
วัง ชุน(Wang Chun) ผู้ร่วมก่อตั้ง F2Pool ระบุเมื่อวันที่ 8 กันยายนว่า “การพุ่งขึ้นของราคาล่าสุดมาจากแรงซื้อตามกระแสมากกว่าการใช้งานจริง” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าการที่มูลค่าตลาดไต่อันดับสูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะมีดีมานด์การใช้งานที่สมน้ำสมเนื้อรองรับอยู่จริง
ฝั่งที่มองบวกต่อซีแคชให้เหตุผลจากดีมานด์ด้านความเป็นส่วนตัวทางการเงิน ยิ่งบล็อกเชนสาธารณะและเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์แพร่หลายมากเท่าไหร่ ความต้องการปกปิดประวัติธุรกรรมและความเชื่อมโยงของสินทรัพย์ก็อาจยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แบร์รี ซิลเบิร์ต(Barry Silbert) ผู้ก่อตั้งดิจิทัลเคอร์เรนซีกรุ๊ป(Digital Currency Group) กล่าวในงานอีเวนต์นักลงทุนบิตคอยน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า “เงินทุนในบิตคอยน์ราว 5-10% อาจไหลเข้าสู่สินทรัพย์สายความเป็นส่วนตัวอย่างซีแคช” ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงมุมมองคาดการณ์ของซิลเบิร์ต ไม่ได้หมายความว่ามีการโยกเงินจริงหรือมีเม็ดเงินไหลเข้า ZEC แล้วแต่อย่างใด
ช่องทางการเข้าถึงของนักลงทุนสถาบันก็เปิดกว้างขึ้นเช่นกัน กองทุนซีแคชของเกรย์สเกล(Grayscale) ที่ใช้ชื่อย่อ ZCSH แปลงสถานะเป็นกองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ขณะที่ไซเฟอร์พังก์เทคโนโลยีส์(Cypherpunk Technologies) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากวิงเคิลวอสแคปิตอล(Winklevoss Capital) เริ่มกลยุทธ์ถือครองสินทรัพย์ในงบดุลบริษัท ด้วยการเข้าซื้อ ZEC จำนวน 203,775 เหรียญ มูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์
กระนั้น การที่มีสินค้าการลงทุนขึ้นเทรดในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทนำไปถือในงบดุล ก็ต้องแยกออกจากความต้องการใช้งานชำระเงินบนเชนที่เพิ่มขึ้นจริง ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่าดีมานด์การลงทุนผ่านบัญชีหลักทรัพย์กับดีมานด์การใช้ฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวบนเครือข่ายจริงจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
อาเธอร์ เฮย์ส(Arthur Hayes) ผู้ร่วมก่อตั้งบิตเม็กซ์(BitMEX) เคยประเมินว่าซีแคชเป็นสินทรัพย์ลงทุนด้านความเป็นส่วนตัวที่น่าสนใจเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ในวันที่ 5 มิถุนายน เขาระบุว่าได้ขาย ZEC ที่ถืออยู่ทั้งหมดออกไป โดยให้เหตุผลจากช่องโหว่ในพูล Orchard แม้เขาจะบอกว่าอาจพิจารณาซื้อกลับหากความกังวลคลี่คลาย แต่คำพูดเมื่อเดือนพฤษภาคมก็ไม่อาจใช้ตัดสินจุดยืนปัจจุบันของเขาได้
ประเด็นซัพพลายและธรรมาภิบาลก็เป็นข้อถกเถียงสำคัญไม่แพ้กัน ในช่วง 4 ปีแรกหลังเปิดตัว เครือข่ายซีแคชจัดสรรรางวัลบล็อก 20% ให้กับผู้ก่อตั้ง พนักงาน ที่ปรึกษา และนักลงทุนยุคแรก คิดเป็นประมาณ 2.1 ล้าน ZEC หรือราว 10% ของเพดานอุปทานสูงสุดที่ 21 ล้าน ZEC
ผลตอบแทนส่วนนี้ไม่ได้ถูกขุดออกมาทีเดียวก่อนเปิดตัว แต่ทยอยจัดสรรตามการสร้างบล็อกไปทีละขั้น ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นการหาทุนพัฒนาที่จำเป็น อีกฝ่ายมองว่าขัดหลักการกระจายอย่างเป็นธรรม ความเห็นที่ขัดแย้งกันนี้ลามไปสู่คำถามเรื่องอำนาจจัดสรรเงินทุนและโครงสร้างธรรมาภิบาลของโครงการ
ข้อกังวลด้านความปลอดภัยมาจากช่องโหว่ในพูล Orchard ชีลเด็ดแล็บส์(Shielded Labs) ระบุว่านักวิจัยด้านความปลอดภัย เทย์เลอร์ ฮอร์นบี(Taylor Hornby) พบช่องโหว่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม และทีมงานแก้ไขเร่งด่วนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน โดยช่องโหว่นี้ในทางทฤษฎีเปิดให้สร้าง ZEC ปลอมที่ตรวจจับได้ยากได้ แต่ไม่มีวิธีพิสูจน์ทางวิทยาการเข้ารหัสว่ามีการนำไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่
การอัปเกรด Ironwood ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม จำกัดเงินไหลเข้าพูล Orchard เดิม และกำหนดให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนต้องผ่านระบบ ‘เทิร์นสไตล์’ ที่ตรวจสอบได้แบบสาธารณะ ถือเป็นมาตรการเสริมด้านการตรวจสอบซัพพลาย แต่ก็ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันว่าช่องโหว่เดิมไม่เคยถูกใช้ประโยชน์มาก่อน
การทดลองผนวกฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวสำหรับลูกค้าสถาบันของซีแคช สะท้อนความพยายามขยายฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวไปสู่การใช้งานระดับองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน แต่หากราคา ZEC ที่พุ่งขึ้นจะสะท้อนการใช้งานจริงที่ขยายตัว ก็ต้องเห็นดีมานด์ต่อเนื่องทั้งในการใช้กระเป๋าเงิน การทำธุรกรรมแบบปกปิดข้อมูล และฉากการใช้จ่ายจริง
ท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าระยะยาวของ ZEC ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการพุ่งขึ้นของราคา แต่อยู่ที่ว่าการใช้งานฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง ความปลอดภัยของซัพพลาย และความน่าเชื่อถือของธรรมาภิบาล จะเดินหน้าไปพร้อมกันจริงหรือไม่ บันทึกการเคลื่อนย้ายเงินทุนหลังการอัปเกรด Ironwood และการรับมือด้านความปลอดภัยในระยะต่อไป จะเป็นเกณฑ์ที่ตลาดใช้ประเมินซีแคชนับจากนี้
ความคิดเห็น 0