อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของอังกฤษเดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ทิศทางเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของอังกฤษมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (Office for National Statistics: ONS) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าเดือนมิถุนายนที่ 2.6% อยู่ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยหมวดที่อยู่อาศัยและบริการภาคครัวเรือนเป็นตัวเร่งหลักของการเพิ่มขึ้นครั้งนี้
ความกังวลที่ตามมาคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังค่าเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และต้นทุนของภาคธุรกิจ ก่อนจะสะท้อนกลับมาที่ราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในที่สุด
ในการประชุมเดือนกรกฎาคม ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BOE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ผลการลงคะแนนแบ่งเป็น 6 ต่อ 3 เสียง โดยกรรมการ 3 คนเสนอให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 4.00% หรือเพิ่มขึ้น 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์
การประชุมที่ธนาคารกลางอังกฤษมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75% พร้อมเสียงเห็นต่าง 3 เสียงที่ต้องการปรับขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาพลังงานและสภาพตลาดแรงงานส่งสัญญาณไปคนละทิศทาง
ธนาคารกลางอังกฤษระบุว่า ขนาดและระยะเวลาของ 'ช็อกพลังงาน' รวมถึง 'ผลกระทบรอบสอง' ที่อาจลามไปถึงค่าจ้างและราคาบริการ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการตอบสนองเชิงนโยบายในระยะต่อไป ฝ่ายหนึ่งมองว่าตลาดแรงงานที่ชะลอตัวและอุปสงค์ที่อ่อนแรงอาจช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคา ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าราคาพลังงานอาจส่งผลต่อการกำหนดค่าจ้างและราคาสินค้าได้เช่นกัน
ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่มีปริมาณน้ำมันดิบผ่านราววันละ 20 ล้านบาร์เรลก่อนเกิดความขัดแย้ง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า หลังสงครามปะทุ ปริมาณน้ำมันดิบที่ผ่านช่องแคบนี้ลดลงอย่างมาก
หากปัญหาการขนส่งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นจะสะท้อนไปที่ค่าเชื้อเพลิงและค่าขนส่งก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงตามมาด้วยการผลักภาระต้นทุนของภาคธุรกิจไปสู่ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งและความเป็นไปได้ในการหาแหล่งพลังงานทดแทน
ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรง เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) รายงานว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อ้างอิงแบบ Platts Dated Brent พุ่งขึ้นไปแตะ 114.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 153,000 วอน)
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.22-5.29% ในช่วงต้นเดือนกันยายน นักลงทุนในตลาดจับตาดูว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความกังวลด้านเงินเฟ้ออาจผลักดันต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลให้สูงขึ้นตามไปด้วย
เดอะการ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งทำให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จนเกิดแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นไม่เพียงเพิ่มภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต้นทุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบอัตราคงที่และต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจด้วย
ข้อมูลช่วงต้นเดือนกันยายนระบุว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบคงที่ 5 ปีเฉลี่ยของอังกฤษอยู่ที่ราว 5.66-5.68% ทั้งนี้ ช่วงเวลาและระดับที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปเป็นภาระจริงของครัวเรือนยังขึ้นอยู่กับอายุสัญญาเงินกู้และประเภทผลิตภัณฑ์สินเชื่อ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษปี 2026 ไว้ที่ 0.8% พร้อมระบุว่า หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานและความผันผวนในตลาดการเงินยังคงอยู่ ช่วงเวลาที่เงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายอาจล่าช้าออกไป
อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษในปัจจุบันยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางอังกฤษ ประเด็นสำคัญที่จะชี้ทิศทางการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยจากนี้ไปคือ 'ช็อกพลังงาน' ครั้งนี้จะเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนชั่วคราว หรือจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงค่าจ้างและราคาบริการในระยะยาว
ธนาคารกลางอังกฤษระบุจุดยืนว่า นโยบายการเงินไม่สามารถทำให้ราคาพลังงานลดลงได้โดยตรง แต่ต้องจำกัดไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปสู่ค่าจ้างและราคาบริการในวงกว้าง การตัดสินใจเชิงนโยบายในระยะต่อไปจะพิจารณาจากขนาดและระยะเวลาของช็อกพลังงาน รวมถึงผลกระทบรอบสองต่อเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติม
ความคิดเห็น 0