กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศชัดว่า จะไม่มีการเข้าไปซื้อ *บิตคอยน์(BTC)* จากตลาดเพื่อใช้ในการอุ้มเศรษฐกิจโดยตรง แม้ว่าทางการจะถือครองบิตคอยน์ที่ถูกยึดมาก่อนหน้านี้ตามคำสั่งของ *ประธานาธิบดีทรัมป์* แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่รัฐบาลจะเพิ่มการถือครองบิตคอยน์ได้ ถ้าเป็นไปตามหลัก ‘ความเป็นกลางทางงบประมาณ’
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) สก็อตต์ เบเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนต่อกลยุทธ์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของรัฐบาลระหว่างการให้ปากคำต่อรัฐสภา เขายืนยันว่า “แม้กระทรวงการคลังจะสนับสนุนบิตคอยน์ แต่ก็ไม่มีอำนาจในการเข้าซื้อตรงจากตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน”
ในการตอบคำถามของแบรด เชอร์แมน ส.ส.จากรัฐแคลิฟอร์เนียที่ถามว่า หน่วยงานในเครือธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถเข้าซื้อบิตคอยน์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายช่วยเหลือทางการเงินได้หรือไม่ เบเซนต์ตอบว่า “ในฐานะรัฐมนตรีคลังและประธานคณะกรรมการกำกับดูแลเสถียรภาพการเงิน (FSOC) ก็ยังไม่มีอำนาจดังกล่าว”
ในระหว่างการซักถาม เชอร์แมนยังพูดถึงมีมคอยน์ที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์อย่าง *‘ทรัมป์คอยน์’* พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลอาจเปลี่ยนกฎเงินสำรองของธนาคารเพื่อเอื้อให้สามารถซื้อบิตคอยน์หรือทรัมป์คอยน์ได้หรือไม่
เบเซนต์ยังเปิดเผยอีกว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ยึดบิตคอยน์มาจากอาชญากรรมจนมีมูลค่ารวมกว่า *15,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 21.9 หมื่นล้านบาท)* โดยเดิมมีมูลค่าราว *500 ล้านดอลลาร์* เท่านั้น การถือครองดังกล่าวเป็นผลมาจากคำสั่งผู้บริหารของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่กำหนดให้รัฐบาลสามารถเก็บบิตคอยน์ไว้เป็น ‘สินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์’
โดยคำสั่งผู้บริหารของทรัมป์ยังระบุว่า รัฐบาลต้องดำเนินการซื้อบิตคอยน์โดยไม่ใช้งบประมาณเพิ่มเติม กล่าวคือ อนุญาตให้แปลงสินทรัพย์อย่างน้ำมันหรือโลหะมีค่าที่มีอยู่แล้ว มาเป็นบิตคอยน์เท่านั้น ซึ่งเป็นแนวทาง ‘ความเป็นกลางทางงบประมาณ’ ส่งผลให้การซื้อขายบิตคอยน์โดยตรงจากตลาดในวงกว้างจึงแทบเป็นไปไม่ได้
เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 รัฐมนตรีเบเซนต์เคยแสดงท่าทีประนีประนอมว่า “กระทรวงกำลังพิจารณาแนวทางการถือครองบิตคอยน์โดยใช้หลักความเป็นกลางทางงบประมาณ” ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดช่องมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาจากฝ่ายสนับสนุนบิตคอยน์ต่อท่าทีนี้ยังคงแบ่งเป็นหลายมุม โดย *แซมสัน โมว* นักเคลื่อนไหวสายบิตคอยน์มองว่า “การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าซื้อบิตคอยน์อาจเป็นแรงผลักให้เกิดความต้องการที่สูงขึ้น และเป็นสัญญาณบีบให้ประเทศอื่นเร่งสะสมบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์สำรอง” พร้อมเตือนว่า “หากสหรัฐฯ ช้าเกินไป ก็อาจถูกประเทศอื่นแย่งความได้เปรียบไปก่อน”
ถ้อยแถลงของเบเซนต์สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ ยังคงระมัดระวังต่อการเข้าแทรกแซงในตลาดคริปโต โดยจะอนุญาตเฉพาะในกรอบที่กฎหมายกำหนดและไม่กระทบต่อวินัยทางการคลัง แม้จะมีโครงสร้างการถือครองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำรองอยู่แล้วจากคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์
ณ เวลานี้ ตลาดกำลังจับตามองว่าการแสดงจุดยืดชัดเจนของรัฐบาลสหรัฐฯ จะสร้างอิทธิพลต่อ *ราคาบิตคอยน์* อย่างไรในช่วงที่ยังมีความผันผวนสูงในวงการสินทรัพย์ดิจิทัล
ความคิดเห็น 0