วิตาลิก บูเตอรินโอนย้ายอีเธอเรียมมากขึ้น สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดันกระแสเงินเข้าสู่ตลาดมีมคอยน์
วิตาลิก บูเตอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) ได้ทำการโอนเหรียญ ETH จำนวนมากเข้าสู่แพลตฟอร์มซื้อขายแบบรวมศูนย์ ส่งผลให้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญกับภาวะ ‘ความกังวล’ ในวงกว้าง แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับการอัปเกรดเชิงเทคนิคของเครือข่าย แต่การเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินของบูเตอรินกำลังส่งผลโดยตรงต่อ ‘จิตวิทยาการลงทุน’ ของตลาดอย่างเห็นได้ชัด
ข้อมูลพบว่าการโอนดังกล่าวมีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะคิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายรายวันของ ETH แต่ก็เพียงพอที่จะเขย่าความมั่นใจของนักลงทุน โดยทั่วไป การที่ผู้ก่อตั้งเคลื่อนย้ายสินทรัพย์มักถูกตีความว่าเป็น ‘สัญญาณของการขายระยะสั้น’ จนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มขาขึ้น อีกทั้งยังทำให้ ETH ไม่สามารถกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยหลัก ทำให้แนวโน้มตลาดพลิกกลับสู่ภาวะอ่อนแออีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนยังไม่หลุดออกจากตลาดโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม นักลงทุนกลุ่ม ‘สมาร์ทมันนี่’ กลับเริ่มหมุนเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงสูง โดยเฉพาะกลุ่มมีมคอยน์ ซึ่งให้ความเคลื่อนไหวที่ฉีกออกจากสินทรัพย์ Layer 1 รายใหญ่อย่างบิตคอยน์(BTC) หรือ ETH ที่ราคายังคงนิ่งสนิท มีกระแสว่ากลุ่มนักลงทุนจำนวนหนึ่งมองหาผลตอบแทนผ่านเหรียญที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในตลาดมีม
‘แมกซี โดจิ(MAXI)’ ดาวรุ่งในสายมีมคอยน์ ปลุกกระแสการเทรดความเสี่ยงสูง
หนึ่งในโครงการที่ได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนของกระแสเงินทุนคือ แมกซี โดจิ(MAXI) มีมคอยน์หน้าใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว จุดเด่นของ MAXI คือการผสมผสานวัฒนธรรม ‘Gym Bro’ หรือสายปั้นกล้ามเข้ากับการเทรดแบบ ‘ความเสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูง’ ซึ่งแตกต่างจากมีมคอยน์ทั่วไปที่มักเน้นแค่ความนิยมชั่วคราว
MAXI ขับเคลื่อนชุมชนผ่านโครงสร้างแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดการแข่งขันเทรดสำหรับผู้ถือเหรียญ และใช้ ‘แมกซีฟันด์’ ซึ่งเป็นคลังรายได้ในการแจกจ่ายรางวัล ระบบทั้งหมดเน้นให้รางวัลกับผู้มีส่วนร่วมที่กระตือรือร้น แทนที่จะให้ผลตอบแทนจากการถือเหรียญเฉยๆ ซึ่งถือเป็น ‘แนวคิดตรงข้าม’ กับสินทรัพย์ Layer 1 อย่างอีเธอเรียมที่มักเคลื่อนไหวเชื่องช้า
นอกจากนี้ MAXI ยังสร้างแบรนด์ผ่านคำพูดฮิตจากวัฒนธรรมฟิตเนส เช่น "อย่ายอมแพ้ขา" หรือ “No Pain No Gain” โดยดึงอารมณ์ของผู้ใช้งานให้มีความกระตือรือร้นในการเทรด เป็นผลให้เมื่อราคาเหรียญมีการย่อตัวกลับ ก็ไม่ทำให้ชุมชนเกิดอาการ ‘ตื่นตระหนก’ แต่อย่างใด และกลับรักษาความเหนียวแน่นของผู้ใช้งานไว้ได้มากกว่าเหรียญอื่นที่มีแนวทางคล้ายกัน
MAXI ระดมทุนพรีเซลล์ทะลุ 4.5 ล้านดอลลาร์ เดินหน้านำเสนอผลตอบแทนแบบมีส่วนร่วม
ด้วยแนวคิดที่แตกต่างนี้ ส่งผลให้แมกซี โดจิบรรลุยอดขายล่วงหน้ามากกว่า 4.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 66 พันล้านวอน โดยราคาต่อโทเคนยังคงอยู่ที่ 0.0002802 ดอลลาร์ (ประมาณ 0.41 บาท) สะท้อนว่านักลงทุนจำนวนมากเข้ามาสะสมโทเคนก่อนจะมีการเปิดซื้อขายอย่างเป็นทางการในตลาด
อีกองค์ประกอบสำคัญที่ถูกกล่าวถึงคือ ระบบการฝากเหรียญหรือ ‘สเตกกิ้ง’ ของ MAXI ซึ่งให้ผลตอบแทนต่อปี(APY) สูงถึง 68% โดยระบบนี้จะจ่ายผลตอบแทนรายวันผ่านสมาร์ตคอนแทรกต์ โดยมีการจัดสรรโทเคนทั้งหมด 5% สำหรับรางวัลดังกล่าว ถือเป็น ‘ระบบสร้างรายได้ในตัวเอง’ แม้จะอยู่ในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง
จากมุมมองของนักวิเคราะห์ บางรายมองว่า "ในสถานการณ์ที่ผลตอบแทนของเหรียญหลักอย่าง ETH มีแนวโน้มลดลง โครงการใหม่ที่มีโครงสร้างรางวัลแบบมีส่วนร่วม กำลังกลายเป็นจุดขาย" โดยเฉพาะในตลาดมีมคอยน์ที่ ‘พลังของชุมชน’ มีความสำคัญไม่แพ้ราคาของเหรียญ MAXI จึงถูกมองว่าใช้กลยุทธ์การออกแบบโมเดลได้ ‘จูงใจ’ นักลงทุนได้อย่างชาญฉลาด
กล่าวโดยสรุป แม้การโอนเหรียญของบูเตอรินจะดูเป็นเพียงเหตุการณ์การเคลื่อนไหวสินทรัพย์ทั่วไปในสายตาบางคน แต่ในมุมของตลาดคริปโต นี่อาจเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่กระตุ้นการโยกย้ายของกระแสเงินทุนจากสินทรัพย์หลักไปสู่มีมคอยน์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ “หวือหวากว่า” จากปรากฏการณ์นี้ MAXI จึงถูกจับตามองในฐานะแนวโน้ม ‘คลื่นลูกใหม่’ ของคริปโตที่ไม่เพียงแต่มาพร้อมความเสี่ยง แต่ยัง ‘ปลุกอารมณ์’ และความหวังในการทำกำไรในเวลาที่ตลาดขาดพลังอย่างชัดเจน
ความคิดเห็น 0