ราคา *บิตคอยน์(BTC)* ยังคงเคลื่อนไหวในช่วง 71,000–75,000 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดเริ่มจับตาความเป็นไปได้ของการทะลุระดับ *120,000 ดอลลาร์* ตามกราฟเทคนิคที่แสดงสัญญาณเชิงบวก แม้ว่าราคาจะยังไม่ทะลุแนวต้านหลัก แต่แรงขายจากนักลงทุนระยะยาวยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ราคายังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้น ส่วนกระแสเงินลงทุนและความสนใจของผู้เล่นสถาบันเริ่มไหลเข้าสู่ *บิตคอยน์ไฮเปอร์(HYPER)* โครงการเลเยอร์ 2 ที่อ้างว่าสามารถแก้โจทย์ ‘สามเหลี่ยมแห่งความท้าทายของบล็อกเชน’ เพื่อเสริมศักยภาพการขยายตัวของเครือข่าย
ณ เวลานี้ *บิตคอยน์* เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 71,000 ดอลลาร์ และพยายามทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 75,000 ดอลลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เป็นแนวต้านระยะยาว นักวิเคราะห์หลายรายระบุว่าภาวะปัจจุบันไม่ใช่การปรับฐาน แต่คือช่วงของ *การสะสมทุนใหม่ (re-accumulation)* โดยมีแรงสนับสนุนจากเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ *กองทุน ETF แบบสปอต* อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนักลงทุนระยะยาวยังไม่แสดงท่าทีเทขาย สะท้อนความเชื่อมั่นในแนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืน ต่างจากในอดีตที่การปรับตัวของราคามักนำไปสู่การชำระบัญชีจำนวนมากจากรายย่อย
อย่างไรก็ตาม ปัญหา *การรองรับปริมาณธุรกรรม (Scalability)* ยังคงเป็นจุดอ่อนของบิตคอยน์ โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายของเครือข่ายคือต้องการเป็น *ระบบการชำระเงินระดับโลก* ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายในการผสานความปลอดภัย, ความเร็ว และความไร้ศูนย์กลางเข้าด้วยกัน
ในแง่เทคนิค ราคาบิตคอยน์ยังคงอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ (EMA) ที่ระดับ 69,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นจุดสนับสนุนสำคัญ ตัวบ่งชี้ *Relative Strength Index (RSI)* อยู่ในโซนเป็นกลาง แสดงถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้มผ่าน 'พลังที่สะสมอยู่' ตามการวิเคราะห์บางส่วน ราคาที่มีโอกาสทะลุแนวต้านย่อยที่ 72,500 ดอลลาร์ จะนำไปสู่ความผันผวนเพิ่มขึ้น และเปิดทางให้การพุ่งขึ้นไปยังเป้าหมายถัดไปที่ 85,000 ดอลลาร์ ถึง 125,000 ดอลลาร์ มีความเป็นไปได้ถึง *65%* ตามสถิติกราฟ
สำหรับ *บิตคอยน์ไฮเปอร์(HYPER)* ซึ่งเป็นโครงการเลเยอร์ 2 ที่นำ *โซลาน่า เวอร์ชวลแมชชีน(Solana Virtual Machine, SVM)* มาใช้งานบนระบบของบิตคอยน์เป็นครั้งแรก กลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาคำตอบของปัญหาด้านการขยายตัว ไฮเปอร์ใช้โครงสร้างโมดูลาร์ โดยบิตคอยน์ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์สำหรับการชำระธุรกรรม และใช้ SVM เป็นเลเยอร์สำหรับการประมวลผล dApp
ข้อได้เปรียบของ HYPER คือสามารถคงความปลอดภัยและความไร้ศูนย์กลางของบิตคอยน์ ในขณะเดียวกันก็สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ในระดับสูงถึงหลายพันครั้งต่อวินาที รองรับการใช้งานตั้งแต่ *เกม, แอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์*, ไปจนถึง *บริการการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง(DeFi)* อย่างไรก็ตาม แม้โครงการยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็สามารถระดมทุนได้แล้วกว่า *31 ล้านดอลลาร์* โดยกลุ่ม ‘สมาร์ทมันนี่’ บางรายลงทุนสูงสุดถึง *500,000 ดอลลาร์* ที่ราคาเท่ากับ 0.0136751 ดอลลาร์ต่อโทเคน หรือราว 20 บาท ซึ่งนับเป็นช่วงขยายตัวที่อาจสร้างผลตอบแทนมหาศาล
ขณะที่ *บิตคอยน์* ได้รับสถานะเป็น “*ทองคำดิจิทัล*” ไฮเปอร์เองก็วางตัวเป็น “*ทองแดงดิจิทัล*” โดยเน้นหน้าที่ในการรองรับธุรกรรมและการขยายระบบ โครงสร้างเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ *อีเธอเรียม(ETH)* ในวัฏจักรก่อนหน้า ซึ่งทำให้กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Layer) มีบทบาทเป็นผู้นำของตลาดในระยะขาขึ้น
จากมุมมองของนักลงทุน แม้จะมี *โอกาสในการทำกำไรสูง* แต่ความเสี่ยงก็มาแบบแพ็กคู่ ทั้งในด้านความสำเร็จของโครงการ, กำหนดการพัฒนา และความเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยรวม ดังนั้นยอดเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานอย่าง HYPER อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเดินหน้าสู่ช่วง *สุกงอมของระบบนิเวศ* มากกว่าแค่ราคาที่สูงขึ้นตามรอบของวัฏจักร
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของขาขึ้นรอบใหม่นี้อาจวัดได้ไม่เพียงแค่ ‘ราคา’ แต่ยังรวมถึงความสามารถในการ *ทำลายข้อจำกัดดั้งเดิมของระบบบล็อกเชน* โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความเร็ว ความปลอดภัย และความไร้ศูนย์กลาง” ก็เป็นหัวใจสำคัญของการพลิกเกมที่แท้จริง
ความคิดเห็น 0