หุ้นสตับฮับ(StubHub, $STUB) ร่วงลงหนักถึง 20% ระหว่างการซื้อขายช่วงก่อนตลาดเปิดของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) แม้ความต้องการตั๋วที่พุ่งสูงจากฟุตบอลโลกจะช่วยดันทั้งรายได้และมูลค่าธุรกรรมรวมให้เติบโต แต่ต้นทุนที่บวมขึ้นกลับ ‘กลืนกิน’ กำไรจนนักลงทุนเทขายหุ้นทันที
สตับฮับเปิดเผยว่ารายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 573.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนมูลค่าธุรกรรมรวม(GMS)ทำได้ 3,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 34% ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายแบบปรับปรุง(Adjusted EBITDA)อยู่ที่ 105.7 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขรายได้นี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซีโรเฮดจ์(ZeroHedge)รายงานโดยอ้างอิงค่าเฉลี่ยการคาดการณ์ของบลูมเบิร์ก(Bloomberg)ว่านักวิเคราะห์คาดรายได้ไว้ที่ 513.3 ล้านดอลลาร์ และคาด Adjusted EBITDA ไว้ที่ 101.7 ล้านดอลลาร์
แต่ตัวเลขฝั่งกำไรกลับไม่เป็นไปตามที่ตลาดหวัง สตับฮับรายงานผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2 ที่ 40,000 ดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0 ดอลลาร์ ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัล(The Wall Street Journal)ระบุว่าตลาดเคยคาดการณ์กำไรต่อหุ้นไว้ที่ 11 เซนต์
จุดที่ทำให้ตัวเลขพลิกจากกำไรเป็นขาดทุนคือ ‘ความเร็วของต้นทุน’ ที่วิ่งแซงหน้าการเติบโตของรายได้ ต้นทุนรวมและค่าใช้จ่ายของบริษัทอยู่ที่ 553.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ที่ 33%
ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับการลงทุนด้านประสบการณ์ลูกค้า ระบบชำระเงิน และการส่งมอบตั๋วในช่วงฟุตบอลโลก ผลประกอบการรอบนี้สะท้อนให้เห็นว่าอีเวนต์ขนาดใหญ่แม้จะช่วยดันปริมาณธุรกรรม แต่ก็มาพร้อมต้นทุนด้านการคืนเงิน การดูแลลูกค้า และการจัดส่งตั๋วที่สูงขึ้นตามไปด้วย
สตับฮับปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าธุรกรรมรวมสำหรับทั้งปีนี้เป็นช่วง 10,100-10,300 ล้านดอลลาร์ ส่วนคาดการณ์ Adjusted EBITDA ยังคงไว้ที่ 400-420 ล้านดอลลาร์ตามเดิม
บีเอ็มโอ แคปิตอล มาร์เก็ตส์(BMO Capital Markets)ประเมินว่าสตับฮับทำผลงานไตรมาส 2 ได้ ‘แข็งแกร่ง’ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับลดประมาณการรายได้ปี 2026 จาก 2,100 ล้านดอลลาร์ลงเหลือ 2,040 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ปรับเพิ่มประมาณการ Adjusted EBITDA เล็กน้อยจาก 415.1 ล้านดอลลาร์เป็น 415.3 ล้านดอลลาร์
ประเด็นที่กดดันราคาหุ้นจริง ๆ คือความไม่แน่นอนของความต้องการในครึ่งปีหลัง ผู้บริหารของบริษัทยอมรับในการประชุมแถลงผลประกอบการว่ายังไม่ชัดเจนว่าความต้องการช่วงฟุตบอลโลกเป็นเพียงการ ‘ดึงการใช้จ่าย’ ด้านความบันเทิงและกิจกรรมล่วงหน้ามาก่อนเวลาหรือไม่
ฟุตบอลโลก 2026(FIFA World Cup 2026)เป็นปัจจัยหลักที่ดันปริมาณการซื้อขายตั๋วให้พุ่งขึ้น ซีโรเฮดจ์รายงานว่าตลอดช่วงฟุตบอลโลก มีแฟนบอลจากกว่า 150 ประเทศซื้อตั๋วผ่านสตับฮับ และประมาณ 1 ใน 7 ของยอดซื้อมาจากผู้ซื้อนอกสหรัฐฯ และแคนาดา
สตับฮับดำเนินธุรกิจตลาดขายตั๋วต่อ(secondary ticket market)ภายใต้แบรนด์ StubHub ในอเมริกาเหนือ และแบรนด์ viagogo ในตลาดต่างประเทศ ธุรกิจตลาดตั๋วมือสองประเภทนี้ทำหน้าที่เชื่อมผู้ขายที่ถือตั๋วคอนเสิร์ตหรือกีฬากับผู้ซื้อ โดยแพลตฟอร์มทำรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมและบริการเสริมต่าง ๆ
ด้วยโครงสร้างธุรกิจแบบนี้ แม้มูลค่าธุรกรรมจะเพิ่มขึ้น แต่การบริหารต้นทุนต่างหากที่เป็นตัวกำหนดความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่ที่มักมาพร้อมภาระด้านธุรกรรมข้ามพรมแดน การชำระเงิน การยกเลิก-คืนเงิน และการตรวจสอบตั๋วเข้างานที่หนักขึ้น
ผลประกอบการรอบนี้สะท้อนว่าความต้องการชมอีเวนต์สดยังคงแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะอธิบายทิศทางราคาหุ้นได้ ตลาดยังต้องการเห็นทั้งการควบคุมต้นทุนและความต่อเนื่องของความต้องการในครึ่งปีหลัง
สตับฮับปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าธุรกรรมรวมของปีนี้ แต่ยังคงคาดการณ์ Adjusted EBITDA ไว้เท่าเดิม จากนี้ตลาดจะจับตาดูว่าทิศทางการซื้อขายตั๋วหลังจบฟุตบอลโลกและอัตราการเพิ่มขึ้นของต้นทุนจะ ‘ชะลอตัว’ ลงมากน้อยเพียงใด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ZeroHedge, Wall Street Journal, Investopedia, StubHub IR
ความคิดเห็น 0