คืนภาษีนำเข้าที่ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเริ่มไหลกลับถึงมือผู้บริโภคผ่านบริษัทขนส่งบางรายแล้ว แต่เงินคืนนี้ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดให้ผู้ซื้อทุกคน โครงสร้างการคืนขึ้นอยู่กับว่าใครเป็น 'ผู้นำเข้า' ตามเอกสารศุลกากร และใครเป็นผู้จ่ายภาษีจริง
เฟดเอ็กซ์(FedEx, FDX) เริ่มคืนเงินภาษีที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้กับลูกค้าแล้ว ขณะที่ยูพีเอส(UPS) และดีเอชแอล(DHL) กำลังดำเนินการยื่นขอคืนภาษีและจ่ายคืนลูกค้าสำหรับรายการที่เข้าเงื่อนไขเช่นกัน ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี(AP) กลุ่มเป้าหมายคือรายการที่บริษัทขนส่งเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น 'ผู้นำเข้า' ในกระบวนการผ่านพิธีการศุลกากร และเป็นผู้เรียกเก็บภาษีจากลูกค้าโดยตรง
จุดเริ่มต้นทางกฎหมายของการคืนภาษีครั้งนี้คือคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ (เวลาท้องถิ่น) ที่ระบุว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างโดยอ้างอิงกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act, IEEPA)
IEEPA เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน ประเด็นของคดีนี้คือกฎหมายดังกล่าวสามารถใช้เป็นฐานอำนาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างได้หรือไม่ หลังศาลฎีกามีคำตัดสิน สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (Customs and Border Protection, CBP) จึงเริ่มกระบวนการคืนภาษี พร้อมกับที่บริษัทขนส่งเอกชนทยอยแจ้งข้อมูลไปยังลูกค้า
เฟดเอ็กซ์ระบุในประกาศเรื่องการคืนภาษี IEEPA ว่า เมื่อได้รับเงินคืนจาก CBP แล้ว บริษัทจะจ่ายคืนให้ลูกค้าและผู้รับสินค้าที่เป็นผู้แบกรับต้นทุนเดิม พร้อมดอกเบี้ย เอพีรายงานว่าเฟดเอ็กซ์กำลังดำเนินการคืนเงินมูลค่ารวมประมาณ 800 ล้านดอลลาร์
ยูพีเอสระบุว่าภาษีที่บริษัทจ่ายแทนลูกค้ารวมสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ โดยแจ้งว่าสำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข บริษัทจะจ่ายเงินคืนให้ผู้จ่ายจริงหลังได้รับเงินคืนจาก CBP แล้ว
ดีเอชแอลระบุเช่นกันว่า ในกรณีที่บริษัทเป็นผู้นำเข้าเอง อาจออกเช็คให้ลูกค้าในสหรัฐฯ ส่วนกรณีที่ลูกค้าเป็นผู้นำเข้าเอง เงินคืนจะโอนเข้าบัญชีคืนเงินระบบ ACH ของ CBP โดยตรง
จำนวนเงินที่ผู้บริโภคจะได้รับจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบการแบกรับภาระภาษี แท็กซ์ฟาวน์เดชัน(Tax Foundation) ประเมินว่ามาตรการภาษีของทรัมป์ในปี 2025 ทำให้ครัวเรือนอเมริกันโดยเฉลี่ยต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นราว 1,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินจำนวนนี้จะโอนเข้าบัญชีผู้บริโภคโดยตรงทั้งหมด
หัวใจของโครงสร้างการคืนภาษีอยู่ที่ว่ารัฐบาลคืนเงินให้ใคร และใครเป็นผู้แบกรับต้นทุนสุดท้าย หากบริษัทขนส่งจ่ายภาษีในนามผู้นำเข้า เงินคืนจะเข้าบริษัทขนส่งก่อน แล้วจึงกระจายไปยังลูกค้าผ่านกระบวนการปรับยอดภายใน
ในทางกลับกัน ผู้ค้าปลีกรายใหญ่มีโครงสร้างต่างจากบริษัทขนส่ง บริษัทอย่างอเมซอน(AMZN), เบสท์บาย(BBY) และคอสท์โก(COST) ที่นำภาษีไปรวมไว้ในราคาสินค้า มาร์จิ้น หรือโครงสร้างสินค้า ทำให้ยากที่จะระบุยอดภาษีของผู้บริโภคแต่ละรายอย่างชัดเจน
เอพีรายงานว่าอเมซอนชี้แจงว่าจะคืนเงินอัตโนมัติให้ลูกค้าเฉพาะรายการที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในขอบเขตจำกัด ส่วนเงินคืนที่เหลือจะนำไปใช้ปรับลดราคาสินค้าแทน ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มจะรู้สึกถึงผลของการคืนเงินผ่านการปรับราคา มากกว่าการโอนเงินเข้าบัญชี
ประเด็นสำคัญคือใครจะเป็นผู้รับเงินคืนในท้ายที่สุด รายการสั่งซื้อจากต่างประเทศมูลค่าน้อยที่บริษัทขนส่งเป็นผู้นำเข้า ผู้บริโภคอาจได้รับเงินคืนบางส่วนผ่านบัญชีธนาคารหรือช่องทางชำระเงิน แต่กรณีที่ผู้ค้าปลีกเป็นผู้นำเข้า หรือภาษีถูกรวมเข้ากับราคาสินค้าไปแล้ว มีโอกาสน้อยที่จะนำไปสู่การคืนเป็นเงินสด
ยังมีกระบวนการทางกฎหมายที่ค้างอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งคืนภาษีแบบครอบคลุมทุกฝ่าย (universal refund) ของศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ โดยยืนกรานว่าควรจำกัดขอบเขตผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินคืนเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ โทเคนโพสต์เคยรายงานประเด็นการอุทธรณ์เกี่ยวกับขอบเขตการคืนภาษีมูลค่ารวม 100,000 ล้านดอลลาร์ หากข้อโต้แย้งของรัฐบาลได้รับการยอมรับ ผู้นำเข้าที่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดี รวมถึงบริษัทเกาหลีใต้ อาจต้องตรวจสอบสิทธิ์การขอคืนภาษีเป็นรายธุรกรรมศุลกากร และอาจจำเป็นต้องยื่นฟ้องแยกต่างหาก
ตัวแปรยังไม่นิ่งสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ส่งสินค้าไปสหรัฐฯ หรือผู้บริโภคที่สั่งซื้อสินค้าข้ามพรมแดนจากสหรัฐฯ โอกาสได้รับเงินคืนจะแตกต่างกันไปตามชื่อผู้นำเข้าในเอกสารศุลกากรและผู้ชำระเงินจริง ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าประเด็นนี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH) แต่อย่างใด
ความคิดเห็น 0