รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ยื่นอุทธรณ์คดีเกี่ยวกับขอบเขตการคืนภาษีนำเข้ามูลค่าประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 141.7 ล้านล้านวอน) โดยขอให้ศาลจำกัดสิทธิ์รับเงินคืนเฉพาะบริษัทที่ยื่นฟ้องคดีเท่านั้น ไม่ใช่ผู้นำเข้าทุกรายที่จ่ายภาษีไปแล้วแต่ไม่ได้ฟ้องร้อง โดยฝ่ายรัฐบาลระบุว่าคำสั่งคืนภาษีที่ครอบคลุมถึงผู้นำเข้าที่ไม่ได้ฟ้องร้องด้วยนั้นเกินขอบเขตอำนาจของศาล
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯยื่นเอกสารชี้แจงเบื้องต้นต่อศาลอุทธรณ์แห่งสหรัฐฯ (Federal Circuit) เมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) ระบุว่าคำสั่งของผู้พิพากษาริชาร์ด อีตัน(Richard Eaton) แห่งศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ ที่สั่งให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) คืนภาษีให้ผู้นำเข้าทุกราย ถือว่าเกินเลยไป สำนักข่าวเอพี(AP) รายงานว่า หลังจากรัฐบาลยื่นอุทธรณ์ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดฝ่ายรัฐบาลได้อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในคดี 'ทรัมป์ ปะทะ คาซา' (Trump v. CASA) เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 มาเป็นหลักในการยื่นครั้งนี้ด้วย
ประเด็นข้อพิพาทอยู่ที่ว่าควรคืนเงินให้ผู้นำเข้าทุกรายที่จ่ายภาษีไป หรือจำกัดเฉพาะบริษัทที่เป็นคู่ความในคดีเท่านั้น โดยฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าศาลไม่มีอำนาจขยายผลคำพิพากษาไปถึงผู้นำเข้าที่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดี
คดี 'ทรัมป์ ปะทะ คาซา' เดิมเป็นคดีเกี่ยวกับนโยบายจำกัดสิทธิ์การได้สัญชาติโดยกำเนิด ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยจำกัดขอบเขตการใช้คำสั่งห้ามชั่วคราวที่มีผลครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งใช้สกัดการบังคับใช้นโยบายของประธานาธิบดี
ฝ่ายรัฐบาลระบุว่าตรรกะการจำกัด 'การเยียวยาแบบครอบคลุมทั้งหมด' ในคำวินิจฉัยดังกล่าวควรนำมาปรับใช้กับกรณีคืนภาษีด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องสัญชาติโดยกำเนิดไม่ใช่สาระสำคัญของการอุทธรณ์ครั้งนี้ แต่ประเด็นร่วมทางกฎหมายอยู่ที่ว่าจะสามารถเยียวยาไปถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีได้หรือไม่
ผู้พิพากษาอีตันมีคำสั่งให้คืนภาษีที่เก็บภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งภายหลังถูกตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้แก่ผู้นำเข้าทุกราย โดยฝ่ายรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าศาลการค้าระหว่างประเทศขยายขอบเขตการคืนภาษีเกินกว่าโจทก์ในแต่ละคดีไปแล้ว
ขณะนี้ CBP ดำเนินการและรับรองการคืนภาษีไปแล้วราว 1 แสนล้านดอลลาร์ ทีมข่าวเคยรายงานเกี่ยวกับขนาดของวงเงินคืนภาษีดังกล่าวและข้อโต้แย้งเรื่องการบังคับใช้มาก่อนแล้ว
ฝ่ายรัฐบาลระบุว่า CBP ไม่สามารถดำเนินการซ้ำกับรายการนำเข้าที่ผ่านกระบวนการคืนภาษีทางปกครองไปแล้วได้ หากผู้นำเข้ารายใดต้องการขอคืนภาษี จะต้องยื่นฟ้องคดีแยกต่างหากเอง
เอกสารของฝ่ายรัฐบาลยังระบุด้วยว่า ศาลการค้าระหว่างประเทศได้ออกคำสั่งลักษณะเดียวกันนี้แล้วหลายร้อยคดีในคดีที่ผู้นำเข้ายื่นฟ้อง ส่วนบริษัทที่ยังไม่ได้ฟ้องร้องก็ยังสามารถยื่นฟ้องแยกได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามข้อโต้แย้งของฝ่ายรัฐบาล
กระบวนการคืนภาษีเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผลทางระบบแล้ว โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา CBP ได้แนะนำฟังก์ชัน CAPE ซึ่งเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับคืนภาษี IEEPA และประกาศว่าจะเปิดใช้งานฟังก์ชันระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน
CAPE ออกแบบมาให้ผู้นำเข้าหรือตัวแทนออกของ (customs broker) สามารถยื่นรายการนำเข้าหลายรายการพร้อมกันเพื่อดำเนินการคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ในคราวเดียว ช่วยลดภาระด้านการบริหารจัดการจากการต้องดำเนินการคืนภาษีทีละรายการ
ข้อพิพาทครั้งนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องหลังจากภาษี IEEPA ถูกตัดสินว่าไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย เพื่อพิจารณาว่าใครบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน ก่อนหน้านี้รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าผลักดันโครงสร้างภาษีนำเข้าชุดใหม่โดยอาศัยกฎหมายอื่นควบคู่ไปกับกระบวนการคืนภาษีนี้ด้วย
สำนักข่าวรอยเตอร์ส(Reuters) รายงานว่าผู้พิพากษาอีตันชี้ว่าความล่าช้าของการคืนภาษีกำลังทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างผู้นำเข้ารายใหญ่และรายเล็กมากขึ้น เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่มีทั้งตัวแทนออกของและทีมกฎหมายพร้อมรับมือคดีความ ขณะที่ผู้นำเข้ารายเล็กอาจตกขบวนการคืนภาษีเพราะข้อจำกัดด้านต้นทุนและขั้นตอน
แบร์รี แอปเปิลตัน(Barry Appleton) ผู้อำนวยการร่วมศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ นิวยอร์กลอว์สคูล(New York Law School) กล่าวว่า “การคืนภาษีที่จัดเก็บโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ควรกลายเป็นรางวัลตอบแทนความสามารถในการฟ้องร้องคดี” ความเห็นนี้สะท้อนความกังวลว่าบริษัทขนาดเล็กที่ไม่รู้ตัวว่าตนเองมีสิทธิ์รับเงินคืน อาจต้องรีบยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลาทั้งที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม
หากข้อโต้แย้งของฝ่ายรัฐบาลได้รับการยอมรับ ผู้นำเข้าที่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดี รวมถึงบริษัทจากเกาหลีใต้ อาจต้องตรวจสอบสิทธิ์การรับเงินคืนภาษีเป็นรายธุรกรรมศุลกากรในสหรัฐฯ และพิจารณาว่าจำเป็นต้องยื่นฟ้องแยกต่างหากหรือไม่ ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์แห่งสหรัฐฯ (Federal Circuit) จะเป็นผู้พิจารณาขอบเขตการคืนภาษีในชั้นอุทธรณ์นี้ต่อไป ส่วนกรณีนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าส่งผลโดยตรงต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH) แต่อย่างใด
ความคิดเห็น 0