ทนายความสายสนับสนุนคริปโตชื่อดังอย่าง จอห์น ดีตัน ได้ออกโรงกล่าวหาธนาคารขนาดใหญ่อย่าง เจพีมอร์แกน(JPM) และซีอีโอของบริษัท เจมี ไดมอน ว่ากำลัง *จงใจแทรกแซงราคา* ของบิตคอยน์(BTC) และพยายามควบคุมทิศทางของตลาดผ่านการบิดเบือนราคาด้วยระบบ ‘ตลาดฟิวเจอร์กระดาษ’ (paper market) ซึ่งเป็นกลยุทธ์เก่าแก่ที่เคยใช้ควบคุมราคาทองคำและเงินมาก่อนหน้า
ดีตันออกมาแสดงความเห็นหลัง ไมค์ โนโวกราตซ์ ซีอีโอบริษัท กาแล็กซี ดิจิทัล ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg โดยกล่าวว่า "มันผิดปกติที่บิตคอยน์กำลังเคลื่อนไหวในลักษณะนี้" ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสการตั้งคำถามต่อความเคลื่อนไหวในตลาดคริปโตช่วงนี้ ดีตันมองว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้ง เขาชี้ว่า “นี่ไม่ใช่การปรับฐานสั้นๆ แต่มันคือช่วงเวลาแห่ง ‘การเงินนิยมของบิตคอยน์’ ที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์”
ดีตันยังชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ราคาทองคำและเงินพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจมหภาคเดียวกัน บิตคอยน์กลับไม่สามารถขยับขึ้นตามได้ โดยเฉพาะในแง่ของ *การเทขายล่วงหน้าที่มากเกินไป* ซึ่งอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันราคาและสกัดอุปสงค์ที่แท้จริง เขากล่าวว่า "นี่คือภาพซ้ำของสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดเงินในอดีต"
โดยดีตันอ้างว่ากลุ่มสถาบันการเงินที่เคยควบคุมราคาโลหะมีค่าด้วยวิธีดังกล่าวในอดีตกำลังใช้กลยุทธ์เดียวกันกับตลาดบิตคอยน์ พร้อมกล่าวหาว่าเกิด ‘การสมคบคิด’ ของกลุ่มทุนเก่าเพื่อขัดขวางแนวคิด *สินทรัพย์ดิจิทัล* ไม่ให้ได้รับความนิยมในวงกว้าง
แม้ยังไม่มีการตอบโต้ตรงๆ จากเจพีมอร์แกน แต่ก็มีกรณีในอดีตที่อยู่ในความสนใจของตลาด กล่าวคือ เมื่อเดือนกันยายน 2020 คณะกรรมการกำกับตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแห่งสหรัฐฯ (CFTC) ได้สั่งปรับ เจพีมอร์แกน และบริษัทย่อยรวมกว่า 902 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.35 หมื่นล้านบาท) ซึ่งรวมถึงค่าปรับทางแพ่งกว่า 436 ล้านดอลลาร์ฯ จากกรณี ‘สปูฟฟิง’ หรือการส่งคำสั่งปลอมเพื่อลวงตลาดในสัญญาทองคำและเงินในช่วงปี 2008-2016 พฤติกรรมเหล่านี้ *เพิ่มความน่าเชื่อถือ* ให้กับข้อกล่าวหาของดีตันในครั้งนี้
ดีตันยังพิจารณาเรื่องนี้ในระดับที่ลึกกว่า โดยระบุว่าความพยายามควบคุมราคาบิตคอยน์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมอำนาจทางนโยบายระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือ “กลุ่มทุนเก่า” ที่นำโดย เจพีมอร์แกน และเจมี ไดมอน กับฝ่ายสนับสนุนคริปโตอย่าง คอยน์เบส และ บรายอัน อาร์มสตรอง ซึ่งดีตันมองว่าเป็น “กลุ่มใหม่” เขาเน้นว่าฝ่ายเก่ากำลังพยายาม *ควบคุมตลาดและถ่วงเวลาเชิงกฎหมาย* เพื่อสกัดไม่ให้คริปโตเข้าถึงระบบการเงินแบบสถาบัน
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาของเงินเองก็ผันผวนอย่างรุนแรง โดยเมื่อวันที่ 29 มกราคม เงินทำราคาสูงสุดที่ 121.64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 179,000 บาท) ก่อนจะดิ่งลงมาอยู่ที่ 73.575 ดอลลาร์ (ประมาณ 108,000 บาท) เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ กระแสในโซเชียลมีเดีย ‘X’ ยังสะท้อนถึงข้อกล่าวหาว่า เจพีมอร์แกนอาจเปิดโพซิชัน ‘ชอร์ต’ จำนวนมากในจุดสูงสุด และทำกำไรจากการร่วงลงของราคา ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่ *สอดคล้องกับข้อกล่าวหา* ต่อการควบคุมราคาบิตคอยน์ในครั้งนี้
ด้าน ริปเปิล(XRP) ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันมีการซื้อขายอยู่ที่ 1.43 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,105 บาท) กำลังทดสอบแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า *แรงกดดันเชิงเทคนิค* เริ่มสะสมในหลายเหรียญหลัก
กระแสดราม่าในครั้งนี้ *ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาสินทรัพย์ในระยะสั้น* แต่กำลังสะท้อนความตึงเครียดระหว่างตลาดคริปโตและภาคการเงินดั้งเดิมอย่างเด่นชัด ประเด็นสำคัญคือ ‘บิตคอยน์ในฐานะทองคำดิจิทัล’ จะได้รับการยอมรับแค่ไหนในสายตาของผู้ควบคุมและสถาบันการเงิน *นี่คือคำถามใหญ่ที่ตลาดต้องจับตา*
ความคิดเห็น 0