โครงการการเงินแบบกระจายศูนย์ WLFI ซึ่งเกี่ยวข้องกับลูกชายของประธานาธิบดีทรัมป์ ถูกเปิดเผยว่าได้ขายบิตคอยน์(BTC)จำนวนมากเพื่อชำระหนี้เงินกู้ หลังเผชิญแรงกดดันจากการลดลงของตลาดสกุลเงินดิจิทัลและสถานะทางการเงินที่สั่นคลอน โดยเมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) แพลตฟอร์มวิเคราะห์บนบล็อกเชนชื่อว่าอัคแคม อินเทลลิเจนซ์ รายงานว่า WLFI ได้ขายบิตคอยน์ราว 170 เหรียญ ในราคาต่อหน่วยประมาณ 67,000 ดอลลาร์ หรือราว 24.8 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1,147 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.7 พันล้านบาท) เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้ที่เกิดจากการตรึงสินทรัพย์ในแพลตฟอร์มเอฟีฟี(AAVE)
ราคาของโทเคน WLFI ดิ่งลงถึง 14% ในวันเดียว สูงกว่าการร่วงของบิตคอยน์และอีเธอเรียม(ETH) ที่ลดลงประมาณ 13% เท่ากัน โดยโทเคน WLFI เปิดตัวในวันที่ 1 กันยายนปีที่แล้วที่ราคา 0.23 ดอลลาร์ (มูลค่าตลาดราว 9.7 หมื่นล้านบาท) แต่ปัจจุบันราคาลดลงกว่า 65% เหลือเพียงราว 0.115 ดอลลาร์
ขณะเดียวกัน WLFI ยังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภาคการเมือง เมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) โร คานนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ฝ่ายแนวคิดเสรีนิยม ได้เริ่มเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโครงการนี้ โดยประเด็นหลักอยู่ที่เงินลงทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.3 พันล้านบาท) ที่คาดว่ามาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เอลิซาเบธ วอร์เรน และแจ็ค รีด สองสมาชิกวุฒิสภาได้ตั้งข้อสังเกตว่า WLFI อาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มหรือบุคคลที่เป็นภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและรัสเซีย แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดแต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวอร์เรน ซึ่งเคยเรียกพระราชบัญญัติ GENIUS ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลดีไฟ ว่าเป็น ‘การหลอกลวง’ และให้ภาพรวมอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลว่าเต็มไปด้วย ‘นักต้มตุ๋น’
จากแรงกดดันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้ WLFI ต้องตัดสินใจขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเร่งด่วน ซึ่งสะท้อนถึงจุดเปราะบางของโครงการที่มีสายสัมพันธ์กับทรัมป์และครอบครัว ขณะที่ระดับความไม่แน่นอนทางการเงินยังคงสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจบั่นทอนโอกาสในการฟื้นตัวของ WLFI และทำให้เผชิญความเสี่ยงที่จะเข้าสู่วงจรขาลงลึกยิ่งขึ้นในตลาดคริปโต
*ความคิดเห็น*: เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีต่อวงการคริปโต ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องพิจารณามากขึ้นในอนาคต
ความคิดเห็น 0