Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ทำเนียบขาวกดดันบิ๊กเทคเซ็น ‘คำมั่นไม่ขึ้นค่าไฟ AI’ ปกป้องค่าครองชีพก่อนศึกเลือกตั้งสหรัฐ

ทำเนียบขาวกดดันบิ๊กเทคเซ็น ‘คำมั่นไม่ขึ้นค่าไฟ AI’ ปกป้องค่าครองชีพก่อนศึกเลือกตั้งสหรัฐ / Tokenpost

ทำเนื้อหาเกี่ยวกับ ‘AI’ และ ‘บิ๊กเทค’ ค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดทำเนียบขาวของสหรัฐเรียกบริษัทเทคยักษ์ใหญ่มาหารือเพื่อเคลียร์ประเด็น ‘ค่าไฟศูนย์ข้อมูล AI’ ที่เริ่มลุกลามไปเป็นประเด็นการเมืองและค่าครองชีพ สุดท้ายได้ข้อสรุปเป็น ‘คำมั่นสัญญา’ จากบริษัทใหญ่อย่าง อเมซอน, กูเกิล, เมตา ว่าจะไม่ผลักภาระต้นทุนค่าไฟจากดาต้าเซ็นเตอร์ไปให้ผู้ใช้ไฟหรือประชาชนผ่านการขึ้นค่าไฟบ้าน โดยรัฐบาลทรัมป์มองว่านี่เป็นการกันไม่ให้แรงกดดันเรื่องค่าไฟและเงินเฟ้อปะทุขึ้นในช่วงกระแส ‘AI’ กำลังพีค

ในวันที่ 4 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) อเมซอน, กูเกิล, เมตา, ไมโครซอฟท์(MSFT), โอเพ่นเอไอ, ออราเคิล(ORCL) และ xAI เข้าร่วมลงนามใน ‘คำมั่นปกป้องผู้จ่ายค่าไฟ (Ratepayer Protection Pledge)’ ที่จัดขึ้นโดยทำเนียบขาว คำมั่นนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่มีนัยสำคัญทางการเมืองและภาพลักษณ์ ‘สาระสำคัญ’ คือ บริษัทยอมรับผิดชอบพลังงานที่ใช้ในการสร้างและเดินศูนย์ข้อมูล AI ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการ ‘สร้างเอง (build) จัดหาเอง (bring) หรือซื้อเอง (buy)’ แทนที่จะให้ผู้ใช้ไฟต้องมารับภาระผ่านค่าไฟที่สูงขึ้น ทำเนียบขาวระบุว่า ต้องการป้องกันสถานการณ์ที่การขยายดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแล้วกลายเป็นภาระค่าไฟของประชาชน

ประธานาธิบดีทรัมป์หยิบยกประเด็นข้อกังวลของชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์และความเสี่ยงค่าไฟแพงขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา ในการประชุมโต๊ะกลมที่จัดขึ้นร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้บริหารบิ๊กเทค ทรัมป์ระบุว่า “ผู้คนคิดว่าพอดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาแล้วค่าไฟจะขึ้น แต่ความจริงมันไม่ควรเกิดขึ้น และถ้าเคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ต่อไปก็จะไม่เกิดขึ้นอีก” ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์ในสหรัฐมองว่าทรัมป์กำลังพยายามตั้ง ‘กรอบการสื่อสาร’ ว่ารัฐบาลจะปกป้องค่าไฟของประชาชน แม้พลังงานที่ใช้โดยบิ๊กเทคจะพุ่งสูงจากกระแส AI ก็ตาม

กระแสความกังวลเรื่องไฟฟ้าขาดแคลนไม่ได้มาแบบไร้ที่มา รายงานของสถาบันฮาร์วาร์ด เคนเนดี ส쿨 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ชี้ว่า การเติบโตของเทคโนโลยี AI ที่ใช้พลังงานสูง อาจทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กินไฟมากถึง 12% ของการใช้ไฟฟ้ารวมในสหรัฐภายในปี 2028 จากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ(EIA) ราคาพลังงานภาคครัวเรือนพุ่งขึ้นแล้ว 6% ในปี 2025 และมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่องไปถึงปี 2027–2028 ทำให้ความกังวลว่า ‘ดีมานด์ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ AI’ จะถูกสะท้อนผ่านโครงสร้างค่าไฟในอนาคตยิ่งชัดเจนขึ้น

ประเด็น ‘ค่าครองชีพ’ ยิ่งอ่อนไหวเข้าไปใหญ่ เพราะกำลังเข้าสู่โค้งเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน การที่ทรัมป์หยิบเรื่องนี้ไปพูดบนเวทีแถลงนโยบายสำคัญ (State of the Union) จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณตรงถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่ารัฐบาลจะคุมทั้งภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า ทรัมป์ยังกล่าวถึงโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ถูกยกเลิกเพราะแรงต้านจากชุมชน พร้อมคาดหวังว่า “โครงการบางแห่งเคยถูกปฏิเสธเพราะเรื่องนี้ แต่จากนี้สถานการณ์จะกลับทิศ” สื่อท้องถิ่นวิเคราะห์ว่า ถ้าความกลัวเรื่องค่าไฟลดลง เมืองและรัฐต่างๆ อาจกลับมาแข่งกันดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้น

ในคำมั่นครั้งนี้ บริษัทยังสัญญาว่าจะรับภาระ ‘ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าใหม่’ ที่จำเป็นต่อดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับกำลังผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่จะต้องเสริมเข้ามา นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะสร้างงานในพื้นที่ จัดโปรแกรมพัฒนาทักษะแรงงาน และใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองเป็นทรัพยากรช่วยเสริมความมั่นคงให้กับโครงข่ายในภาวะฉุกเฉิน ‘ความคิดเห็น’ ฝั่งตลาดยังมองด้วยความระมัดระวัง เพราะคำมั่นไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทำเนียบขาวก็ยังไม่เปิดเผยกลไกตรวจสอบหรือบทลงโทษหากบริษัทไม่ทำตาม สุดท้ายจึงต้องจับตาว่า เมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าจริงของประชาชน และกระบวนการอนุมัติโครงการในท้องถิ่น จะสะท้อนให้เห็นว่า “คำมั่นบิ๊กเทคเรื่องค่าไฟ AI” มีน้ำหนักแค่ไหนในโลกความเป็นจริง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1