Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สเตกกิงอีเธอเรียม(ETH) แบบมีประกัน ดัน CESR ปูทาง TradFi รับคริปโตเป็นสินทรัพย์กระแสหลัก

คริปโตถูกยอมรับให้เป็น ‘สินทรัพย์กระแสหลัก’ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สถาบันการเงินแบบดั้งเดิม(TradFi) ไม่อาจเมินเฉยต่อ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ และระบบของมันได้อีกต่อไป แต่กลไกสำคัญของเครือข่ายอย่าง ‘สเตกกิง’กลับยังเป็นจุดเสี่ยงในมุมของสถาบัน จนมีหลายรายที่เลือกถือแค่ ETH แบบสปอต หรือหลีกเลี่ยงการลงทุนในส่วนนี้ไปเลย ‘สเตกกิงแบบมีประกัน’ จึงถูกจับตามองว่าอาจเป็นตัวเร่งให้ตลาดสถาบันหันกลับมามองสินทรัพย์ฝั่งนี้ใหม่อีกครั้ง

สาเหตุที่สถาบันส่วนใหญ่ไม่อยากยุ่งกับสเตกกิงนั้นค่อนข้างชัดเจน เพราะในกระบวนการรันโหนดตรวจสอบธุรกรรม(วาลิเดเตอร์) มีความเสี่ยงทั้ง ‘การถูกสแลชชิง’ (ทำผิดกฎแล้วถูกริบสินทรัพย์บางส่วน), ‘ระบบล่ม’(Downtime), ความผิดพลาดเชิงปฏิบัติการ และความไม่แน่นอนของอัตราผลตอบแทน ซึ่งทั้งหมดนี้ขัดกับกรอบบริหารความเสี่ยงแบบดั้งเดิมของสถาบัน โดยเฉพาะในโลกการเงินที่ต้องการ ‘กระแสผลตอบแทนที่พอคาดการณ์ได้’ โครงสร้างผลตอบแทนที่ผันผวนตามตัวแปรด้านเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังเริ่มมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พยายาม ‘ทำให้ผลตอบแทนสเตกกิงเป็นมาตรฐาน’ และให้ ‘บริษัทประกันที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์’ เข้ามารับความเสี่ยงบางส่วน แทนที่จะปล่อยให้นักลงทุนรับเองเต็มๆ แกนกลางของโครงสร้างใหม่นี้คือเบนช์มาร์ก ‘Composite Ether Staking Rate(CESR)’ ที่ทำหน้าที่คล้าย ‘อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง’ และแบบจำลองประกันภัยที่ออกแบบบนฐานของ CESR ส่งผลให้ ‘ETH ที่ถูกนำไปสเตก’เริ่มถูกมองใหม่จาก ‘การทดลองเก็งกำไรบนคริปโต’ ไปสู่ ‘ผลิตภัณฑ์สร้างผลตอบแทนสำหรับสถาบัน’ มากขึ้น

‘สเตกกิง ETH’ ในสายตาสถาบันการเงินเริ่มน่าสนใจขึ้นอย่างไร

การถืออีเธอเรียมแบบสปอต คือการรับความเสี่ยงด้านราคาแบบตรงไปตรงมา หาก ETH ปรับขึ้นก็ได้กำไร หากราคาดิ่งก็ขาดทุนเต็มๆ เป็นการเปิดรับ ‘ราคา’ อย่างเดียว (‘Price Exposure’) ในขณะที่ ‘ETH ที่ถูกสเตก’ จะสร้างกระแสรายได้จากรางวัลสเตกกิงเพิ่มเข้ามาระหว่างถือครอง ซึ่งช่วยดึงผลตอบแทนรวมระยะยาวให้ดีขึ้น และลดทอนความผันผวนบางส่วนลงได้

จากมุมมองของสถาบันที่เน้น ‘ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง’ (Risk-adjusted return) การเปิดรับ ETH ผ่านสเตกกิงจึงเริ่มคล้ายการถือ ‘หุ้นปันผล’ มากกว่าหุ้นเติบโตที่มีแต่เก็งราคาขึ้นลงเพียงอย่างเดียว

โครงสร้างอย่าง ‘โทเคนลิควิดสเตกกิง’ ยังช่วยต่อยอดให้สถาบันใช้ประโยชน์จาก ETH ที่ถูกสเตกได้มากขึ้นอีก เพราะสามารถรับรางวัลสเตกกิงไปพร้อมกับการคงสภาพคล่องไว้ ทำให้ยังปรับพอร์ต ใช้เป็นหลักประกัน หรือปิดสถานะเมื่อจำเป็นได้โดยไม่ต้องหยุดกระแสรายได้ สินทรัพย์จึงไม่ได้เป็นแค่ของที่ถือเฉยๆ แต่กลายเป็น ‘สินทรัพย์ที่นำไปออกแบบโครงสร้างการลงทุนต่อได้’

ยิ่งไปกว่านั้น สินทรัพย์อนุพันธ์และผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่อ้างอิง ‘ETH ที่ถูกสเตก’ เริ่มได้รับการยอมรับว่าโปร่งใสและมีการวางหลักประกันเกินมูลหนี้อย่างเหมาะสม ทำให้สามารถใช้เป็นฐานสำหรับดีลประเภท ‘กู้ยืมโดยใช้หลักประกัน’, สโนทสร้างผลตอบแทนเพิ่ม หรือกลยุทธ์ดัลตานิวทรัลที่คุ้นเคยในโลกไฟแนนซ์แบบดั้งเดิมได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไร อุปสรรคสุดท้ายที่ฉุดไม่ให้สเตกกิงขยายตัวในฝั่งสถาบันก็คือ ‘ความเสี่ยง’ ที่ยังประเมินและควบคุมได้ยาก

‘CESR’ และ ‘ประกันภัย’ กำลังเปลี่ยนเกมอย่างไร

‘CESR’ คือเบนช์มาร์กที่ร่วมพัฒนาโดยโค인데스크 อินเด็กซิส(CoinDesk Indices) และโค인ฟันด์(CoinFund) เพื่อใช้วัด ‘ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของการสเตกกิงบนเครือข่าย ETH’ ในลักษณะรายวัน ทำให้สถาบันมี ‘อัตราอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ’ สำหรับประเมินผลตอบแทนของสเตกกิงและตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อมี CESR เป็นฐาน ก็สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ ‘ผูกผลตอบแทนสเตกกิงกับ CESR’ พร้อมทั้งใช้ ‘ประกันภัย’ เข้ามาครอบความเสี่ยงที่ผลตอบแทนต่ำกว่าเกณฑ์ หรือความเสี่ยงจากสแลชชิงได้ ตัวอย่างเช่น ‘เชนพรูฟ(Chainproof)’ ที่ร่วมมือกับ IMA ไฟแนนเชียล กรุ๊ป เสนอประกันภัยที่เข้ามาชดเชยผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนเมื่อรายได้จากวาลิเดเตอร์ต่ำกว่า CESR ในระดับที่กำหนด รวมถึงรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยเมื่อเกิดเหตุสแลชชิงขึ้นจริง

หัวใจสำคัญคือ ความเสี่ยงเชิงเทคนิคของการสเตกกิงไม่ใช่ ‘ตัวแปรลอยๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้’ อีกต่อไป แต่ถูกจัดให้อยู่ในหมวด ‘ความเสี่ยงที่นิยามได้และตีราคาได้’ เมื่อ Downtime หรือความล้มเหลวด้านการปฏิบัติการไม่ถูกมองว่าเป็นหายนะที่ทำลายคาดการณ์ผลตอบแทนโดยสิ้นเชิง แต่กลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจัดการภายใต้กรอบของประกันภัยและเบนช์มาร์ก ผลิตภัณฑ์จึงเริ่มถูกมองคล้ายกับ

- ‘พันธบัตรท้องถิ่นที่มีประกันกำกับ’

- ‘ตราสารเครดิตระยะสั้นที่มีการเพิ่มความน่าเชื่อถือ’

- ‘สินทรัพย์คล้ายเงินสดที่ถูกเสริมผลตอบแทน’

แม้จะไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง แต่ก็กลายเป็น ‘สินทรัพย์ที่อธิบายได้’ ในกรอบของโมเดลความเสี่ยงและระบบกำกับดูแลภายในของสถาบันการเงิน

เมื่อโครงนี้ชัดเจน สถาบันก็สามารถใช้ CESR เป็นแกนในการออกแบบผลิตภัณฑ์อนุพันธ์และโครงสร้างซับซ้อนได้หลากหลาย เช่น

- โน้ตแบบคุ้มครองเงินต้นที่จ่ายคูปองอิงผลตอบแทนสเตกกิง

- กลยุทธ์ ‘เพิ่มผลตอบแทน’ ที่ผูกสเตกกิงกับเบซิสเทรด

- กลยุทธ์ ETH ดัลตานิวทรัลที่ใช้ประกันภัยมาค้ำรับผลตอบแทนขั้นต่ำ

โครงสร้างที่เคยถูกทีมควบคุมความเสี่ยงและคอมพลายแบนตั้งแต่ยังเป็นไอเดีย เพราะมองว่าคุมความเสี่ยงไม่ได้ ตอนนี้เริ่มถูกมองเป็น ‘ผู้สมัครที่พอจะพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์จริง’ ได้เมื่อมี ‘อันเดอร์ไรติงจากบริษัทประกันภายใต้กฎเกณฑ์’ เข้ามาค้ำ

จุดสำคัญอีกอย่างคือ สถาบันการเงินแบบดั้งเดิม ไม่สามารถไปอธิบายต่อหน่วยงานกำกับ LP (ผู้ร่วมลงทุน) หรือคณะกรรมการบริหาร ด้วยความเชื่อส่วนตัวหรือความมองโลกในแง่ดีลอยๆ ได้ ประโยคอย่าง “การเปิดรับ ETH ถูกเบนช์มาร์กด้วย CESR มีประกันภัยครอบคลุม และมีบุคคลที่สามซึ่งอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เป็นผู้รับประกันความเสี่ยง” จึงสามารถเปลี่ยนมุมมองด้านการปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบและการพิสูจน์ความรอบคอบของสถาบันได้จริง

จาก ‘ผลตอบแทนเชิงเก็งกำไร’ สู่ ‘รายได้จากโครงสร้างพื้นฐาน’

โมเดลสเตกกิงที่ผูกกับ CESR และมีประกันภัยรองรับ ไม่ได้มีความหมายแค่การดัน ‘ส่วนต่างผลตอบแทน’ ให้เพิ่มขึ้นอีกไม่กี่เบซิสพอยต์ แต่เป็นเหมือนการแปลความหมายของสเตกกิงจาก ‘รายได้แบบเก็งกำไรในโลกคริปโต’ ให้กลายเป็น ‘รายได้จากโครงสร้างพื้นฐาน’ ที่สถาบันเข้าใจได้ ซึ่ง ‘ความคิดเห็น’ หลายฝ่ายมองว่านี่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ TradFi ที่ระมัดระวังเริ่มหันมาพิจารณาสเตกกิงมากขึ้น

มูลค่าในระยะยาวของอีเธอเรียมถูกสร้างบนแนวคิดที่ว่าเครือข่ายนี้จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินและการชำระราคาในระดับโลก ส่วนสเตกกิงก็คือกลไกที่จ่ายผลตอบแทนให้ผู้ช่วยรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานนั้น การเอาประกันภัยเข้ามาไม่ได้เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจของอีเธอเรียมเอง แต่เป็นการ ‘จัดวางความเสี่ยงใหม่’ ให้สอดคล้องกับภาษาที่สถาบันคุ้นเคยอย่าง ‘เบนช์มาร์ก’, ‘อันเดอร์ไรติง’, และ ‘โครงสร้างจำกัดการขาดทุน’

TradFi เคลื่อนไหวในรูปแบบเดิมมาโดยตลอด คือไม่รับสินทรัพย์ใหม่จนกว่าความเสี่ยงจะถูก ‘ทำให้มองเห็นได้’, ‘กำหนดขอบเขตได้’ และ ‘โอนย้ายได้’ โมเดลสเตกกิง ETH ที่ผูกกับ CESR และมีประกันภัยรองรับกำลังตอบโจทย์ทั้งสามข้อ จึงไม่น่าแปลกที่สถาบันซึ่งเคยมองสเตกกิงว่าเสี่ยงเกินไป เริ่มกลับมาศึกษาและค่อยๆ เปิดรับสินทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้นในเบื้องลึกของพอร์ตการลงทุนของตนเอง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1