บิตคอยน์(BTC) ร่วงแรงเข้าสู่โซน ‘ความกลัวอย่างสุดขีด’ แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลาย โดยตลาดกำลังชะลอจังหวะ รอดูผลการอนุมัติหรือปฏิเสธกองทุน ETF ด้านคริปโตของ ก.ล.ต. สหรัฐ(SEC) ซึ่งถูกมองเป็นอีเวนต์ใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางรอบใหม่ของราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม
ณ ระดับราคาปัจจุบัน บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวบริเวณ 71,000 ดอลลาร์ ลดลงราว 4% ภายในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันราคาได้หลุดลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 20 วัน (20-day EMA ประมาณ 70,515 ดอลลาร์) ทำให้แรงกดดันฝั่งขาลงในระยะสั้นเริ่มเด่นชัดขึ้น ‘ดัชนีความกลัวและความโลภ’ (Fear & Greed Index) ร่วงลงแตะระดับ 11 ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในโซน ‘ความกลัวอย่างสุดขีด’ สะท้อนบรรยากาศระมัดระวังอย่างหนักของนักลงทุน
โฟกัสหลักของผู้เล่นในตลาดตอนนี้อยู่ที่ผลการพิจารณากองทุน ETF ด้านคริปโตของสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดสรุปผลรวม 91 รายการในวันที่ 27 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) โดยการอนุมัติอาจกลายเป็นตัวจุดประกายแรงรีบาวด์ระยะสั้นให้กับ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และเหรียญหลักอื่น ๆ แต่หากถูกปฏิเสธหรือล่าช้า ก็มีโอกาสสูงที่ตลาดจะเผชิญแรงขายต่อเนื่องและภาวะเทขายตื่นตระหนก
บิตคอยน์(BTC) เคยเคลื่อนไหวในกรอบสะสม 69,000–71,000 ดอลลาร์ แต่ล่าสุดไม่สามารถยืนเหนือกรอบดังกล่าวได้ ทำให้แนวรับด้านล่างถูกเปิดเผยมากขึ้น ขณะนี้ราคากำลังเผชิญแรงขายบริเวณโซนต้านราว 71,500 ดอลลาร์ ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EMA ระยะ 20 วัน และ 50 วัน ที่เริ่มหันหัวลง กำลังกลายเป็นแนวต้านเชิงโครงสร้าง จำกัดโอกาสฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของราคา
ตัวชี้วัดด้านโมเมนตัมอย่าง MACD แสดงให้เห็นว่า แม้ฮิสโตแกรมยังเป็นค่าบวก แต่เส้น MACD อยู่ต่ำกว่าเส้นสัญญาณ แปลว่าพลังขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง และโมเมนตัมการดีดกลับที่แข็งแรงยังไม่เกิดขึ้น ‘แนวรับสำคัญ’ ที่ตลาดจับตาคือบริเวณ 65,500 ดอลลาร์ หากระดับนี้ถูกเจาะลงไป ความเสี่ยงที่การปรับฐานจะยืดเยื้อยาวนานจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากบิตคอยน์(BTC) สามารถกลับขึ้นไปยืนและทะลุเหนือโซน 73,600 ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน สถานการณ์เชิงลบในระยะสั้นอาจถูกลบล้าง และเปิดทางให้กับการรีบาวด์รอบใหม่
โครงสร้างตลาดในตอนนี้จึงถูกขับเคลื่อนด้วย ‘จิตวิทยา’ มากกว่าปัจจัยเทคนิคแบบดั้งเดิม ดัชนี RSI ระยะ 14 วัน อยู่แถวระดับกลาง ๆ ประมาณ 50.20 ซึ่งเป็นโซน ‘เป็นกลาง’ สื่อว่าตลาดยังไม่มีทิศทางที่ชัด ทั้งฝั่งกระทิงและหมีต่างรอดูความชัดเจนจากข่าว ETF ก่อนตัดสินใจเคลื่อนไหวรอบใหญ่
ในขณะที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เคลื่อนไหวในกรอบแคบและยังหาแนวโน้มใหม่ไม่เจอ เงินทุนบางส่วนกำลังไหลออกจากบิตคอยน์ ไปสู่โปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานด้านบล็อกเชนที่มุ่งพัฒนาระบบนิเวศของตลาดคริปโต โครงการลักษณะ ‘โครงสร้างพื้นฐานจำเป็น’ กลับได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ตลาดรวมอยู่ในภาวะผันผวนและขาดความมั่นใจ
หนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตาคือ ‘ลิควิดเชน(LiquidChain)’ โครงการเลเยอร์ 3 (L3) ที่ตั้งเป้ารวมสภาพคล่องจาก บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และโซลานา(SOL) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกรรมแบบรวมศูนย์กลาง (unified execution) โดยไม่ต้องพึ่งบริดจ์ข้ามเชน ข้อมูลล่าสุดระบุว่าโปรเจกต์กำลังอยู่ในช่วงพรีเซลล์ และสามารถระดมทุนได้แล้วมากกว่า 600,000 ดอลลาร์ โดยราคาโทเคนในรอบพรีเซลล์อยู่แถว 0.0143 ดอลลาร์ต่อโทเคน
ลิควิดเชน(LiquidChain) โปรโมตจุดเด่นเรื่องโครงสร้างที่ช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถ ‘ดีพลอยครั้งเดียว เข้าถึงได้หลายเชน’ พร้อมนำเสนอแพลตฟอร์มที่ลดการพึ่งพาบริดจ์ ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนด้านความปลอดภัยของระบบ DeFi หลายแห่ง โปรเจกต์ยังอ้างว่ามีศักยภาพด้านการรองรับธุรกรรมต่อวินาทีที่สูงขึ้น และดึงดูดผู้ถือโทเคนด้วยผลตอบแทนจากการสเตกกิงสูงสุดถึง 1,700% APY
อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานระยะเริ่มต้นแบบนี้มักมาพร้อม ‘ความเสี่ยงในการพัฒนา’ ที่ไม่อาจมองข้าม ทั้งในมุมการสร้างเทคโนโลยีให้ได้ตามที่โฆษณา และการผลักดันให้มีผู้ใช้งานจริงในระดับที่แข่งขันได้กับเลเยอร์ 2 ชื่อดังที่มีอยู่แล้วในตลาด การเดินหน้าตามโรดแมปอย่างต่อเนื่องจึงกลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ลิควิดเชน(LiquidChain) จะสามารถยืนระยะและแย่งส่วนแบ่งตลาดได้จริงหรือไม่
ท้ายที่สุด บิตคอยน์(BTC) กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของรอบนี้ โดยมี ‘การตัดสินใจเรื่อง ETF ของ SEC’ เป็นตัวชี้วัดทิศทางใหญ่ในระยะสั้นถึงกลาง ผลลัพธ์ของการอนุมัติหรือปฏิเสธอาจกำหนดว่าตลาดจะเข้าสู่เฟสฟื้นตัวรอบใหม่ หรือเผชิญคลื่นปรับฐานชุดใหญ่เพิ่มเติม ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจครั้งใหญ่ รอความชัดเจนจากอีเวนต์นี้ก่อนปรับพอร์ตอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0