สเตรทิจี(Strategy) ผู้สะสมบิตคอยน์(BTC) รายใหญ่ของโลก ตั้งเป้าหมายสุดโหดจะกวาดสะสมให้ได้ ‘1 ล้าน BTC’ ภายในปี 2026 ขณะที่ตอนนี้ถืออยู่แล้วราว 3% ของอุปทานทั้งหมดในระบบ นักวิเคราะห์มองว่าอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงตัดสินชะตาความสำเร็จของกลยุทธ์นี้อย่างแท้จริง
ปัจจุบันสเตรทิจีถือครองบิตคอยน์ประมาณ 628,900 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 76,000 ล้านดอลลาร์ หากต้องการไปให้ถึงเป้าหมาย 1 ล้าน BTC บริษัทต้องซื้อเพิ่มอีกราว 371,100 BTC ต้องใช้เงินใหม่อีกราว 22,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยต้อง ‘กวาดซื้อ’ บิตคอยน์เข้าพอร์ตสัปดาห์ละประมาณ 6,158 BTC ตามราคาในปัจจุบัน
‘หัวใจ’ ของแผนนี้คือโมเดลที่ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ตั้งชื่อว่า ‘21/21 แพลน’ โครงสร้างง่ายแต่ดุเดือด: ภายใน 3 ปีจะระดมทุน 42,000 ล้านดอลลาร์ โดย ‘21,000 ล้านดอลลาร์’ มาจากการออกหุ้นเพิ่มทุน และอีก ‘21,000 ล้านดอลลาร์’ มาจากตราสารหนี้อย่างหุ้นกู้แปลงสภาพ จากนั้นนำเงินที่ได้ไปซื้อบิตคอยน์หมุนวนซ้ำไปเรื่อย ๆ
ตามข้อมูลในปี 2024 เพียงปีเดียว สเตรทิจีซื้อบิตคอยน์เพิ่มแล้วถึง 234,509 BTC แบบเดินหน้าไม่ถอย ราคาเฉลี่ยสะสมทั้งพอร์ตอยู่ที่ราว 49,874 ดอลลาร์ต่อ BTC แต่ดีลซื้อรอบหลัง ๆ ขยับไปแถว 88,000 ดอลลาร์ต่อ BTC แปลว่าทุนใหม่กำลังไล่ซื้อที่ระดับราคาที่สูงกว่ามาก
เครื่องยนต์สำคัญที่ทำให้โมเดลนี้เดินต่อได้ คือ ‘ส่วนต่างราคา (พรีเมียม)’ ระหว่างราคาหุ้นกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ที่ผูกกับบิตคอยน์ในงบดุล หากราคาหุ้นเทรด ‘แพงกว่ามูลค่าบิตคอยน์ที่ถือ’ บริษัทก็จะสามารถออกหุ้นหรือออกหนี้ได้ในเงื่อนไขที่เอื้อให้ระดมเงินได้มากกว่ามูลค่าที่บิตคอยน์ในงบดุลสะท้อนอยู่ ทำให้สะสมบิตคอยน์เพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ เซย์เลอร์เรียกผลต่างส่วนนี้ว่า ‘อัตราผลตอบแทนจากบิตคอยน์ (Bitcoin Yield)’ ซึ่งในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ราว 20.4%
ฝั่งฝั่งดีมานด์ในตลาด สเตรทิจีกำลังซื้อบิตคอยน์ในจังหวะสูงต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทเริ่มเก็บรอบใหม่ที่ 855 BTC และตามมาด้วยดีลขนาด ‘1,000 BTC ขึ้นไป’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้การสะสมบิตคอยน์ของบริษัทระดับองค์กรนี้กลายเป็นหนึ่งในแรงซื้อประจำตลาดที่ทุกคนต้องจับตา เพราะนี่ไม่ใช่พฤติกรรมของรายย่อย แต่เป็น ‘กลยุทธ์การเงินเชิงรุก’ ของสถาบันแบบเต็มตัว
หลังจากบิตคอยน์ทะลุระดับ 122,000 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025 มุมมองต่อนโยบายสะสม BTC ของสเตรทิจีก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยถูกโจมตีว่าเป็น ‘เลเวอเรจบ้าคลั่ง’ ตอนนี้ถูกมองใหม่ในฐานะ ‘การจัดสรรสินทรัพย์แบบคำนวณมาแล้ว’ จากมุมมองของนักลงทุนสถาบัน
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังคงชัดเจน หากพรีเมียมของราคาหุ้นหายไป หรือพลิกเป็น ‘ส่วนลด’ เมื่อเทียบกับมูลค่าบิตคอยน์ที่ถืออยู่ ความสามารถในการระดมทุนของสเตรทิจีจะถูกกดลงทันที วงจรเชิงบวกที่ใช้เงินนักลงทุนไปเร่งสะสมบิตคอยน์ก็อาจสะดุด นอกจากนี้ หากตลาดเข้าสู่ขาลงยาว ๆ ภาระหนี้คงที่จากการออกตราสารหนี้จะกลายเป็นน้ำหนักกดดันบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท้ายที่สุด โมเดลนี้ผูกชะตาเข้ากับ ‘ทิศทางราคาบิตคอยน์’ และ ‘ความเชื่อมั่นของตลาด’ โดยตรง เมื่อย้อนกลับไปปี 2013 เซย์เลอร์เคยมองบิตคอยน์ว่าเป็นเพียงแค่ ‘กระแสชั่วคราว’ แต่ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา เขากลับเดินเกมตรงข้าม หันมาทุ่มเต็มตัวกับสินทรัพย์ดิจิทัลตัวนี้ และตอนนี้กำลังเดินหน้าเดิมพันครั้งใหญ่กับเป้าหมาย ‘1 ล้าน BTC ภายในปี 2026’
‘ความคิดเห็น’ หากสเตรทิจีไปถึงเป้า 1 ล้าน BTC ได้จริง กลยุทธ์นี้อาจถูกบันทึกเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาด้านการเงินบริษัทที่ดุดันและประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าพลาดท่า ในอีกมุมหนึ่ง มันก็อาจถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งใน ‘การทดลองที่บ้าบิ่นที่สุด’ ของโลกการเงินยุคคริปโตเช่นกัน
ความคิดเห็น 0