นิวยอร์กกำลังจับตาคดีความครั้งใหญ่ เมื่อศาลแขวงสหรัฐนิวยอร์กตอนใต้รับคำฟ้องแบบกลุ่มต่อแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต ‘เจมิไน(Gemini)’ กล่าวหาว่าบริษัทและผู้บริหาร ‘ชี้นำผิด’ นักลงทุนในช่วงกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(IPO) โดยประเด็นหลักอยู่ที่การ ‘เปิดเผยข้อมูลไม่ครบถ้วน’ ขณะ IPO กับ ‘การเปลี่ยนยุทธศาสตร์แบบหักมุม’ หลังเข้าตลาด ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งแรงและนักลงทุนขาดทุนหนัก
เมื่อวันที่ … (เวลาท้องถิ่น) ตามคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลนิวยอร์กตอนใต้ โจทก์ได้ระบุให้เจมิไน รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง ไทเลอร์ วิงเคิลวอสส์(Tyler Winklevoss) และ คาเมรอน วิงเคิลวอสส์(Cameron Winklevoss) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ เป็นจำเลย โดยอ้างว่าเอกสารชี้ชวนและเอกสารเปิดเผยข้อมูลในช่วง IPO เดือนกันยายน 2025 “บิดเบือนหรือละเว้นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ” ทำให้ ‘นักลงทุนประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง’
ตามเอกสาร IPO เจมิไนชูแผนเติบโตผ่าน ‘การขยายปริมาณการซื้อขาย’ การเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน(MTU) และการเพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัลที่นำมาซื้อขายบนแพลตฟอร์ม บริษัทเน้นย้ำว่าต้องการดึงดูดทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ควบคู่ไปกับ ‘การขยายสู่ตลาดต่างประเทศ’ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว อ้างว่าการเดินเกมเชิงรุกในต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในเสาหลักของกลยุทธ์รายได้
แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังเข้าตลาด เส้นทางของเจมิไนกลับเปลี่ยนทิศทางแบบฉับพลัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พี่น้องวิงเคิลวอสส์ประกาศผ่านบล็อกของบริษัทเปิดตัว ‘Gemini 2.0’ พร้อมยืนยันว่าจะ ‘รีดีไซน์’ โมเดลธุรกิจให้หันไปโฟกัสกับตลาดคาดการณ์(Prediction Market) เป็นแกนหลัก แทนที่จะเน้นบริการซื้อขายคริปโตแบบดั้งเดิม ‘ตามที่เคยชูเป็นจุดขายตอน IPO’
นอกจากพลิกโมเดลแล้ว แผน ‘Gemini 2.0’ ยังมาพร้อมมาตรการลดขนาดองค์กรครั้งใหญ่ โดยเจมิไนประกาศ ‘ลดพนักงาน 25% ของทั้งบริษัท’ และเตรียมถอนตัวออกจากตลาดหลักในต่างประเทศอย่าง สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป(EU) และออสเตรเลีย ซึ่งก่อนหน้านั้นเพิ่งถูกใช้เป็นตัวอย่าง ‘ตลาดเป้าหมายหลัก’ ในการนำเสนอแผนเติบโตต่อผู้ลงทุน
โจทก์ในคดีนี้ระบุว่า การหักลำยุทธศาสตร์หลัง IPO เช่นนี้ “ไม่เคยถูกเปิดเผยมาล่วงหน้าแม้แต่น้อย” ทั้งที่น่าจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน และเห็นว่าการประกาศขยายตัวระดับนานาชาติ ก่อนจะเร่ง ‘ถอย’ ออกจากตลาดเดียวกันในเวลาไม่นาน “ขัดแย้งโดยตรงกับคาดหวังที่บริษัทสร้างไว้ต่อนักลงทุน”
ตลาดทุนตอบสนองต่อ ‘Gemini 2.0’ ทันที ราคาหุ้นสามัญคลาส A ของเจมิไนในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 ร่วงลงถึง 8.72% ปิดที่ 6.70 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือราว 1.01 หมื่นบาทต่อหุ้น (อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) จากนั้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ หุ้นเจมิไนร่วงต่ออีก 12.9% สะท้อนความกังวลของผู้ถือหุ้นต่อทิศทางใหม่ของบริษัทและเสถียรภาพภายใน
แรงกดดันยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อมีการเปิดเผยว่า ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้บริหารระดับ C-Suite ถึง 3 คน ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ(COO) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน(CFO) และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย(CLO) ได้ตัดสินใจลาออกพร้อมกัน ท่ามกลางช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ‘Gemini 2.0’ ยิ่งทำให้นักลงทุนตั้งคำถามถึง ‘ความต่อเนื่องในการบริหารงาน’ และ ‘เสถียรภาพด้านธรรมาภิบาล’ ของบริษัท
ในเชิงตัวเลข ภาระต้นทุนของเจมิไนก็เริ่มถูกจับตามอง รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำปีพุ่งขึ้นราว 40% จากปีก่อนหน้า แตะระดับราว 520–530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.84–7.99 หมื่นล้านบาท ทำให้โครงสร้างทางการเงินถูกมองว่า ‘ตึงตัวและเสี่ยง’ มากขึ้น ในสายตานักลงทุนที่ต้องการภาพการเติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อกลับมามองภาพรวมของราคา หุ้นเจมิไนเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดราว 40 ดอลลาร์ต่อหุ้นหลังการเข้าตลาดในเดือนกันยายน 2025 แต่หลังจากกระแส ‘Gemini 2.0’ การหักลำยุทธศาสตร์ และข้อมูลด้านต้นทุนที่ไม่สวยงาม ราคาหุ้นได้ร่วงลงมากกว่า 80% จนในเดือนมีนาคม 2026 เคยลงไปต่ำสุดแถว 5.51 ดอลลาร์ต่อหุ้น สะท้อนความเสียหายที่ผู้ถือหุ้นจำนวนมากต้องแบกรับ
ฝั่งโจทก์ในคดีฟ้องกลุ่มครั้งนี้ระบุในคำฟ้องว่า “การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนและการละเว้นข้อเท็จจริงสำคัญของจำเลย ทำให้นักลงทุนประสบความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ” พร้อมเรียกร้องให้ศาลมีคำสั่งชดใช้ค่าเสียหายและนำคดีเข้าสู่การพิจารณาโดยคณะลูกขุน
“ความคิดเห็น” นักกฎหมายด้านตลาดทุนบางรายมองว่า คดีของเจมิไนอาจกลายเป็น ‘บรรทัดฐานใหม่’ สำหรับบริษัทคริปโตที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐ โดยเฉพาะในประเด็น ‘ความโปร่งใสของกลยุทธ์หลัง IPO’ และ ‘ความน่าเชื่อถือของเอกสารชี้ชวน’ ว่าจำเป็นต้องสะท้อนความเสี่ยงของการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาเพียงใด ในอุตสาหกรรมที่รูปแบบบริการและกฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลงเร็ว
กรณีนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อพิพาทระหว่างเจมิไนกับผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของ ‘มาตรฐานการคุ้มครองนักลงทุน’ ในยุคที่บริษัทคริปโตจำนวนมากเริ่มหันมามองเส้นทาง IPO ขณะเดียวกันก็ต้องรักษา ‘ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ’ เพื่อตามให้ทันโลกสินทรัพย์ดิจิทัลที่หมุนเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ความคิดเห็น 0