ในการเลือกตั้งขั้นต้นพรรคเดโมแครต เขตแมนฮัตตันนิวยอร์ก เขตเลือกตั้งที่ 12 กำลังดุเดือดขึ้น เมื่อคณะกรรมการดำเนินการทางการเมือง(PAC) ที่เชื่อมโยงกับผู้สนับสนุนรายใหญ่ในวงการเทคฯ และ‘คริปโต’ หยิบชื่อ ‘แซม แบงก์แมน-ฟรายด์(Sam Bankman-Fried·SBF)’ ขึ้นมาโจมตี อเล็กซ์ โบริส(Alex Bores) แบบตรงๆ ทำให้ ‘เงิน SBF’ จากยุคก่อนการล่มสลายของ FTX ถูกดึงกลับมาเป็นอาวุธทางการเมืองอีกครั้งบนเวทีเลือกตั้งปี 2026
ในจดหมายและแผ่นพับที่ส่งถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้ คณะทำงาน ‘ธิงก์ บิก PAC(Think Big PAC)’ ระบุว่า โบริสได้รับเงินสนับสนุนจากเครือข่ายการเมืองของอดีตซีอีโอ FTX อย่าง SBF รวมแล้วกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,65 ล้านบาท พร้อมข้อความโจมตีว่า “เพื่อนของแบงก์แมน-ฟรายด์ กำลัง ‘ออกเงิน’ ดันโบริสเข้าสภาคองเกรส” เนื้อหาในเอกสารยังพยายามเชื่อมโยงวิธีการ筹ทุนของโบริสกับความไม่พอใจของชาวบ้านในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการกระตุ้นให้ประชาชน “เลือกคนที่ดีกว่าโบริส”
ธิงก์ บิก PAC ให้คำชี้แจงต่อสื่อ ‘โค인데스크(CoinDesk)’ ว่า โบริสซึ่งออกมาวิจารณ์ ‘ดีปเฟก AI’ อยู่เสมอ กลับ “ไม่ลังเลที่จะสร้างความจริงเวอร์ชันของตัวเอง” โดยอ้างว่า โบริสดึงเงินกว่า 100,000 ดอลลาร์จากเครือข่ายการเงินการเมืองอื้อฉาวของ SBF แต่กลับไม่ยอมรับความเชื่อมโยงดังกล่าว โค인데สกระบุว่าได้ตรวจสอบยอดเงินตามที่ PAC กล่าวอ้างจากฐานข้อมูลเปิดของคณะกรรมการเลือกตั้งรัฐนิวยอร์กแล้ว
โฆษกของ PAC ระบุในแถลงการณ์ว่า ความเห็นใครจะคิดอย่างไรก็ได้ แต่ “คุณไม่มีสิทธิสร้าง ‘ข้อเท็จจริง’ ขึ้นมาเอง” พร้อมชี้ว่า SBF และเครือข่ายเป็นผู้ช่วยหนุนหลังเส้นทางการเมืองของโบริสมาอย่างมีนัยสำคัญ จุดสำคัญคือ การพุ่งเป้าไปที่ ‘ประวัติการบริจาคเงินการเมือง’ ของ SBF หลังการล่มสลายของ FTX ซึ่งกลายเป็นตราบาปในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อย
ในการเลือกตั้งกลางปี 2022 SBF และผู้บริหาร FTX เคยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริจาคเงิน ‘รายใหญ่สุด’ ในสภาคองเกรสสหรัฐ ทั้งฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกัน จากการวิเคราะห์ของโค인데스크 สมาชิกสภาคองเกรสถึง 196 คน หรือมากกว่าหนึ่งในสามของสภา ล้วนเคยได้รับเงินหนุน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมจาก SBF หรือผู้ใกล้ชิด
กรณีของโบริสยิ่งถูกจับตามอง เพราะในระดับ ‘ผู้สมัครระดับรัฐนิวยอร์ก’ มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่เคยรับการสนับสนุนจาก PAC ที่เชื่อมโยงกับ SBF หนึ่งในนั้นคือ แอนโทนิโอ เดลกาโด(Antonio Delgado) รองผู้ว่าการรัฐ และอีกคนคือโบริส จึงง่ายต่อการถูกหยิบมาเป็นเป้าการโจมตีว่าเป็น “ตัวอย่างผิดปกติ” ของอิทธิพลเงิน FTX ที่ยังไม่หมดฤทธิ์
ศึกนี้ยิ่งร้อนแรง เพราะโบริสลงชิงชัยในไพรมารีเดโมแครต เขต 12 ซึ่งถือเป็น ‘ฐานที่มั่นเดโมแครต’ ใจกลางแมนฮัตตัน และเป็นเขตที่กำลังมองหาผู้สืบทอดต่อจากสมาชิกสภาชื่อดัง เจอร์รี แนดเลอร์(Jerry Nadler) ที่ครองเก้าอี้มานาน ทำให้สนามนี้ถูกจับตาเป็นหนึ่งในศึกสำคัญของรอบเลือกตั้งปี 2026
รายชื่อคู่แข่งที่ถูกพูดถึงมีทั้ง แจ็ค ชลอสเบิร์ก(Jack Schlossberg) สมาชิกตระกูลเคนเนดี และทนายสายอนุรักษนิยมชื่อดังอย่าง จอร์จ คอนเวย์(George Conway) การที่ชื่อใหญ่ในวงการการเมืองและกฎหมายเข้ามารวมตัวในเขตเดียวกัน ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงฐานเสียงเดโมแครตแกนกลางทวีความเข้มข้น และเปิดช่องให้ ‘เนกาทีฟแคมเปญ’ มีน้ำหนักมากขึ้น
ธิงก์ บิก PAC นิยามตัวเองว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนนักการเมืองสาย ‘โปรเทคโนโลยี’ และพร้อมเผชิญหน้ากับผู้ที่ถูกมองว่า ‘เป็นศัตรูต่อการปฏิวัติด้านปัญญาประดิษฐ์(AI)’ กลุ่มนี้เคยลงเงินในสนามไพรมารีของเดโมแครตในรัฐโอไฮโอและรัฐอื่นๆ มาแล้ว โดยใช้กลยุทธ์โฆษณาเชิงรุกเพื่อมีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งภายในพรรค
ในกรณีโบริส จุดที่น่าสนใจคือ เขาพึ่งได้รับความสนใจจากการเสนอร่างกฎหมายระดับรัฐนิวยอร์กว่าด้วยความปลอดภัยและความรับผิดชอบของ AI โดยเนื้อหามุ่งตั้ง ‘รั้วกั้น(guardrails)’ สำหรับระบบ AI ระดับสูง เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสังคม แต่ร่างกฎหมายนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในข้ออ้างให้ PAC ออกมาโจมตีว่าเขาเป็น ‘นักการเมืองสายต่อต้านนวัตกรรม’ ในขณะที่ตัว PAC วางตัวเป็นฝ่ายหนุน ‘นวัตกรรม AI’
ก่อนหน้านี้ ธิงก์ บิก PAC เคยทุ่มงบโฆษณารวมหลายแสนดอลลาร์ เพื่อโจมตีโบริสมาแล้ว ทั้งในโฆษณาทีวีและดิจิทัล โดยเน้นปูพื้นประวัติการทำงานของเขากับบริษัทข้อมูลและซอฟต์แวร์อย่าง พาลันเทียร์(Palantir) ชูภาพว่าเขาเป็นคนของบิ๊กเทคที่ห่างไกลจากประชาชน
แคมป์โบริสเคยตอบโต้ด้วยการส่งหนังสือในลักษณะ ‘คำเตือนให้หยุดการกระทำ(cease-and-desist)’ ไปยัง PAC โดยระบุว่าเนื้อหาโฆษณาเต็มไปด้วย “ข้อมูลเท็จและบิดเบือนจนเข้าข่ายหมิ่นประมาท” อย่างไรก็ตาม สำหรับรอบการโจมตีครั้งล่าสุดที่เชื่อมโยงกับ ‘เงิน SBF’ โค인데สกรายงานว่า ทีมโบริสยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ต่อคำถามจากสื่อ
เมื่อสนามไพรมารีเริ่มทวีความรุนแรง รูปแบบการโจมตีที่หยิบ ‘ความเสี่ยงเงินการเมืองจาก FTX’ มาผูกกับประเด็นนโยบายและประวัติการทำงานของผู้สมัคร มีแนวโน้มจะยิ่งทรงพลัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เดโมแครตเองยังแบ่งขั้ว เช่น ‘การกำกับดูแล AI’ ซึ่งถูกนำมาใส่กรอบเป็นศึก ‘นวัตกรรม vs การควบคุม’ แล้วเติมภาพจำด้านลบของ SBF เข้าไปเพื่อเร้าอารมณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
‘ความคิดเห็น’
คดี FTX และชื่อของ SBF ยังคงเป็นจุดอ่อนทางการเมืองที่ถูกใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ที่ฐานเสียงให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในเงินการเมือง อย่างแมนฮัตตัน การเชื่อมโยงระหว่าง ‘เทคโนโลยี-คริปโต-เงินทุนการเมือง’ จะยิ่งถูกขุดลึกขึ้นในทุกวัฏจักรการเลือกตั้ง และอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันผู้สมัครที่รับเงินจากเครือข่ายคริปโตในอนาคตให้ต้องโปร่งใสมากขึ้นทั้งด้านที่มาและเงื่อนไขการสนับสนุน
ความคิดเห็น 0