พ่อแม่ SBF โต้ “ลูกค้า FTX ‘ไม่เสียเงิน’” ชูตัวเลขชดเชยเต็มจำนวน แต่ชนกำแพงทั้งข้อกฎหมาย–ตลาด–การเมือง
พ่อแม่ของแซม แบงก์แมน-ฟรายด์(Sam Bankman-Fried·SBF) ออกมาให้สัมภาษณ์ทีวีครั้งแรก ยืนยันว่า “สุดท้ายแล้วลูกค้า FTX ‘ไม่ได้เสียเงิน’” พยายามสั่นคลอน ‘สมมติฐานหลัก’ ที่นำไปสู่คำตัดสินว่ามีความผิด อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่ผูกกับ ‘มูลค่าเป็นดอลลาร์ ณ เวลาล้มละลาย’ ทำให้ภาพการ ‘ชดเชยเต็มจำนวน’ บนกระดาษ ต่างจากความเสียหายที่ลูกค้ารับรู้จริงอย่างมาก
เมื่อวันที่ 23 (เวลาท้องถิ่น) ในรายการของไมเคิล สเมอร์โคนิช(Michael Smerconish) ทาง CNN โจเซฟ แบงก์แมน(Joseph Bankman) พ่อของ SBF ระบุว่า “เงินอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา” พร้อมอ้างว่า “บริษัทเหล่านี้มีกำไรสูง มีสินทรัพย์ส่วนเกินหลายพันล้านดอลลาร์” จึงมองว่าช่องโหว่ของเงินลูกค้า *ถูกพูดให้เกินจริง* ด้านบาร์บารา ฟรายด์(Barbara Fried) แม่ของ SBF เสริมว่า “ทุกคนได้รับเงินต้นคืน พร้อมดอกเบี้ยราว 18–43% เรียกได้ว่า ‘ชดเชยครบถ้วน’”
เบื้องหลังคำพูดของพ่อแม่ SBF คือกระบวนการ ‘ชดเชยเป็นเงินสด’ ของ FTX รีคัฟเวอรี ทรัสต์(FTX Recovery Trust) ซึ่งเตรียมทำ “การจ่ายรอบที่ 4” ปลายเดือนมีนาคมนี้ วงเงินราว 2.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.31 แสนล้านบาท) ดันยอดชำระหนี้สะสมขึ้นไปใกล้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท) ทำให้ลูกหนี้กลุ่มหนึ่งในสหรัฐถูกจัดอยู่ในสถานะได้รับคืน ‘100%’ และอีกหนึ่งกลุ่มแตะ ‘120%’ ของยอดหนี้เดิม ตัวเลขเหล่านี้ถูกพ่อแม่ SBF นำมาใช้เป็นหลักฐานเชิงรูปธรรมว่าลูกชาย “แทบไม่มีความผิด” เพราะเงินลูกค้ากลับไปครบ
แต่ *จุดพีคของดราม่า* อยู่ที่ ‘เวลาอ้างอิง’ ของการชดเชย ทุกยอดจ่ายของ FTX ถูกคำนวณเป็น ‘ดอลลาร์’ และ ‘ตรึงราคา ณ วันที่ยื่นล้มละลาย’ เดือนพฤศจิกายน 2022 ขณะนั้นบิตคอยน์(BTC) อยู่แถว ๆ 16,800 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.53 ล้านบาท) ก่อนจะพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดแถว 126,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 18.99 ล้านบาท) ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 และปัจจุบันกลับมาคงที่แถว 69,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.04 ล้านบาท)
โครงสร้างนี้หมายความว่า ลูกค้าที่ถือบิตคอยน์(BTC) 1 เหรียญบน FTX จะได้รับคืน “มูลค่าเป็นดอลลาร์ + ดอกเบี้ย” ตามราคาเดือนพฤศจิกายน 2022 เท่านั้น ไม่ใช่บิตคอยน์(BTC) 1 เหรียญ และไม่ใช่จำนวนเงินตามราคาบิตคอยน์(BTC) ในวันนี้ ต่อให้ FTX ประกาศว่าจะคืนราว ‘119% ของยอดหนี้ตามดอลลาร์’ หลายคนยังมองว่ายังห่างไกลจากการเป็น ‘ชดเชยเต็มจำนวน’ เมื่อเทียบกับโอกาสการถือครองคริปโตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ซูนิล คาวูรี(Sunil Kavuri) ตัวแทนกลุ่มเจ้าหนี้ FTX ที่มีบทบาทสูงในสังคมออนไลน์ ออกมาปฏิเสธวาทกรรม ‘ไม่มีใครเสียหาย’ อย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำซ้ำ ๆ ว่า “เจ้าหนี้ FTX ไม่ได้ถูกเยียวยาจนครบ (FTX creditors are not whole)” ชี้ว่าการเอาเพียง “ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การชดเชย” มาทำให้ภาพความเสียหายดูเล็กลง เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงของผู้เสียหายจำนวนมาก
‘คำอธิบาย’ ของโจเซฟ แบงก์แมน ยังขัดกับกรอบกำกับดูแลที่กำลังแข็งตัวขึ้นทั่วโลก เขาอ้างถึงการที่เงินลูกค้า FTX ไหลไปยังบริษัทลูก อลาเมดา รีเสิร์ช(Alameda Research) ว่า “เป็นการกู้ยืมจาก FTX” คล้ายกับการกู้ยืมทั่วไป โดยระบุว่า “อลาเมดาก็แค่เอาเงินเข้ามาและกู้เงินออกไปเหมือนที่อื่น”
แต่หากยอมรับตรรกะนี้ ก็เท่ากับเปิดช่องให้ ‘การนำสินทรัพย์ลูกค้าไปใช้ในการเทรดเพื่อกำไรของบริษัท (prop trading)’ กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่แนวทางกำกับดูแลในฮ่องกง สหภาพยุโรป(EU) และกฎหมายที่สหรัฐกำลังถกเถียง ล้วนตั้งเป้า ‘ห้ามผสมสินทรัพย์ลูกค้ากับเงินของบริษัท’ อย่างชัดเจน ‘ความคิดเห็น’ การใช้กรอบ “มันก็แค่การกู้ยืม” อาจช่วยลบรอยความรับผิดของ SBF ในสายตาผู้สนับสนุนบางส่วน แต่กลับชนตรงกับสิ่งที่หน่วยงานกำกับกำลังพยายามล้มให้ได้พอดี ทำให้มีน้ำหนักทางกฎหมายและเชิงนโยบายน้อยมาก
ฟรายด์ยังเดินเกมแรงด้วยการระบุว่าคดีนี้ “มีแก่นสารเป็นเรื่องการเมือง” และกล่าวหาว่ารัฐบาลไบเดน “ตัดสินใจทำลายคริปโต” การใส่กรอบการเมืองเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้างกระแสเพื่อให้ทรัมป์ประธานาธิบดีพิจารณา ‘ลดหย่อนโทษหรืออภัยโทษ (clemency)’ ให้ SBF โดยเฉพาะเมื่อ SBF เองยังคงโพสต์ข้อความสนับสนุนแนวทางของทำเนียบขาวผ่าน X (เดิมชื่อทวิตเตอร์) แม้อยู่ระหว่างถูกคุมขัง
สเมอร์โคนิชยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ผู้พิพากษาลูอิส แคปแลน(Lewis Kaplan) ซึ่งตัดสินลงโทษ SBF จำคุก 25 ปี เป็นผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางที่เคยทำคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์มาก่อน ปัจจัยนี้อาจยิ่งทำให้ครอบครัว SBF เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้มีมิติทางการเมืองปะปนอยู่ เมื่อถูกถามว่าจะฝากอะไรถึงทรัมป์ ฟรายด์ตอบว่า SBF คือ “หนึ่งในคนหนุ่มที่ฉลาดและมีพรสวรรค์ที่สุดในยุคสมัย” และหากถูกปล่อยตัว “จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจ”
แต่ในโลกความจริง ‘โอกาสได้รับอภัยโทษ’ ดูจะต่ำกว่าที่ครอบครัวหวังไว้มาก ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์สเมื่อเดือนมกราคมว่าตน “ไม่คิดจะพิจารณาอภัยโทษให้ SBF” ทั้งที่เขาแสดงท่าทีเปิดกว้างกับบุคคลในวงการคริปโตคนอื่น เช่น รอสส์ อัลบริชต์(Ross Ulbricht) ผู้ก่อตั้งซิลค์โรด(Silk Road) และจ้าว ชางเผิง(Changpeng Zhao) อดีตซีอีโอไบแนนซ์(Binance) ‘ความคิดเห็น’ การกัน SBF ไว้อีกฝั่งเส้นแบ่ง สะท้อนภาพว่าในสายตาทรัมป์ “ขอบเขตของการให้อภัย” มีเส้นแดงบางอย่างที่ SBF ข้ามไปแล้ว
ตลาดคาดการณ์อย่างโพลีมาร์เก็ต(Polymarket) ก็ให้ความเป็นไปได้ที่ SBF จะได้รับอภัยโทษไว้เพียงราว 12% เท่านั้น บ่งชี้ว่าเทรดเดอร์ในตลาดการเมืองยังมองโอกาสนี้ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงกฎหมาย SBF ยังคงเดินหน้ากระบวนการอุทธรณ์ และอาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยทีมอัยการสหรัฐยังยืนกรานไม่ยอมรับข้อกล่าวอ้างเรื่อง “แรงจูงใจทางการเมือง” ที่ครอบครัวยกขึ้นมาสู้ ขณะที่ฝั่ง FTX เอง แม้ตัวเลขชดเชยกำลังขยับเข้าใกล้การคืนทุนเต็มจำนวน แต่ด้วยโครงสร้างการชดเชยที่ตรึงมูลค่าคริปโตไว้ ณ เวลา ‘ก่อนตลาดกระทิงรอบใหม่’ บวกกับประเด็นใช้สินทรัพย์ลูกค้าผสมกับการเทรดของบริษัท และเทรนด์กำกับดูแลทั่วโลกที่เกิดขึ้น *หลังการล่มสลายของ FTX* ภาพรวมในตอนนี้คือ “บทสัมภาษณ์ครอบครัว SBF” ไม่น่าจะกลายเป็นหมัดเด็ดที่เปลี่ยนกรอบการตัดสินความผิดของศาลได้ในทางปฏิบัติ
ความคิดเห็น 0