ริปเปิล(XRP) จ่อเชื่อมต่อสวิฟต์(SWIFT)? ตลาดจับตา ‘엑스알피(XRP)’ อาจถูกดันสู่บทบาทใหม่ในระบบการเงินโลก
กระแสคาดการณ์ว่า ‘เอ็กซ์อาร์พี เลดเจอร์(XRPL)’ ของริปเปิล(XRP) อาจถูกเชื่อมเข้ากับโครงข่ายชำระเงินระหว่างประเทศ ‘สวิฟต์(SWIFT)’ กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในทั้งตลาดคริปโตและสถาบันการเงินดั้งเดิม แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณหลายด้านเริ่มชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ความคาดหวังต่อบทบาทของ ‘ริปเปิล(XRP)’ ในฐานะสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
สวิฟต์(SWIFT) อาจใช้โครงสร้างพื้นฐาน XRPL เบื้องหลัง
สวิฟต์(SWIFT) ซึ่งเป็นมาตรฐาน ‘ข้อความทางการเงิน’ ระดับโลกสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของข่าวลือเรื่องโครงสร้างภายใน ระบบหลังบ้านของเครือข่าย บางวิเคราะห์มองว่า สวิฟต์อาจมีการเชื่อมโยงกับ ‘เอ็กซ์อาร์พี เลดเจอร์(XRPL)’ ของริปเปิลในบางรูปแบบ
ที่ผ่านมา สวิฟต์(SWIFT) ครองตลาดการชำระเงินระหว่างประเทศด้วยจุดแข็งด้านความเร็วและความเสถียรของระบบ แต่ ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์คริปโตบางรายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้วในชั้น ‘แบ็กเอนด์’ สวิฟต์อาจใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่แล้ว โดยหนึ่งในนั้นคือ นักวิเคราะห์คริปโตนามแฝง ‘Pumpius’ ที่ระบุว่าสวิฟต์อาจกำลังใช้ XRPL ในส่วนที่ผู้ใช้ทั่วไปมองไม่เห็น
แม้ยังไม่มีการประกาศยืนยัน แต่เพียงแค่แนวโน้มว่า โครงสร้างพื้นฐานการเงินระดับโลกเริ่ม ‘ทดลองหรือซ่อนการใช้บล็อกเชน’ ภายในระบบ ก็ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาด อีกทั้งการที่ริปเปิลมีความร่วมมือกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่จำนวนมากทั่วโลก ก็ยิ่งทำให้สมมติฐานเรื่องการเชื่อมต่อกับสวิฟต์ได้รับความสนใจมากขึ้น
ตามข้อมูลที่ Pumpius เปิดเผย ในโครงการเครือข่ายชำระเงินข้ามแดนสำหรับลูกค้ารายย่อยระบบใหม่ของสวิฟต์ มีธนาคารเข้าร่วมราว 50 แห่ง และในจำนวนนี้กว่า 36 แห่งมีความร่วมมือกับริปเปิลอยู่ก่อนแล้ว ‘คำ’ เชื่อมโยงเชิงโครงสร้างแบบนี้ ทำให้นักลงทุนมองว่าการผนวกระบบกันในระดับเทคนิคเป็นเรื่องที่ “เป็นไปได้” มากขึ้น
อีกหนึ่งจุดที่ถูกจับตามองคือ สวิฟต์(SWIFT) ได้บรรจุ ‘Ripple Treasury’ เข้าไปในโปรแกรมพาร์ทเนอร์ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับความสัมพันธ์จากแค่การทดสอบเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบมากขึ้น
ฝั่งผู้เล่นในลอนดอน ซิตี้(London City) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของอังกฤษ ‘ลอร์ด เบลเกรฟ(Lord Belgrave)’ นายธนาคารระดับสูง เปิดเผยว่า ในการประชุมกลยุทธ์ร่วมกับธนาคารชั้นนำ ได้มีการพูดถึงเทคโนโลยีการชำระเงินระหว่างประเทศรุ่นถัดไป และหนึ่งในชื่อที่ถูกหยิบขึ้นมาอย่างจริงจังคือ ‘ริปเปิล’ และ ‘เอ็กซ์อาร์พี เลดเจอร์(XRPL)’
โครงสร้างหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงคือ โมเดลที่ ‘สวิฟต์’ ยังคงทำหน้าที่ในส่วน ‘ฟรอนต์เอนด์’ เช่น อินเทอร์เฟซสำหรับลูกค้า การเชื่อมต่อกับธนาคาร และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กำกับดูแล ขณะที่ส่วน ‘แบ็กเอนด์’ ที่เกี่ยวกับการเคลียร์ริ่งและชำระธุรกรรมจริง อาจถูกประมวลผลบน ‘XRPL’ แทน
หากโครงสร้างนี้เกิดขึ้นจริง นั่นหมายถึงการจับมือกันระหว่าง ‘การเงินดั้งเดิม’ กับ ‘บล็อกเชน’ ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางระบบการเงินระหว่างประเทศในระยะยาว
‘ริปเปิล(XRP)’ ถูกมองเป็นตัวเต็งสินทรัพย์มาตรฐานการเงินโลก
ควบคู่กันไป นักวิเคราะห์บางส่วนมองข้ามการเป็นเพียงแค่ ‘สะพานสภาพคล่อง’ และเริ่มพูดถึงโอกาสที่ ‘ริปเปิล(XRP)’ จะก้าวสู่การเป็นสินทรัพย์หลักของระบบการเงินโลกในอนาคต
Pumpius ได้อ้างถึงมุมมองของ ‘เดวิด ชวาร์ตซ์(David Schwartz)’ ผู้บริหารระดับเทคโนโลยี (CTO) ของริปเปิล โดยชี้ว่าธนาคารและสถาบันการเงินอาจ “จำเป็นต้องเลือกใช้” ริปเปิล(XRP) ในระยะยาว ด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพและโครงสร้างความเสี่ยง
‘คำ’ เปรียบเทียบสำคัญอยู่ที่ ‘สเตเบิลคอยน์’ กับ ‘ริปเปิล(XRP)’
- สเตเบิลคอยน์ ถูกตรึงมูลค่ากับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในการใช้งานข้ามระบบการเงินโลกยังมีข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่น
- สเตเบิลคอยน์ส่วนใหญ่มี ‘ผู้ออกเหรียญ’ ที่สามารถถูกกดดันจากกฎระเบียบหรือการเมือง และอาจมีอำนาจ ‘อายัด’ หรือ ‘แช่แข็ง’ ทรัพย์สินได้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำหรับการนำมาใช้เป็นสินทรัพย์ระดับโครงสร้างพื้นฐานโลก
- ในทางกลับกัน ริปเปิล(XRP) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีการตรึงมูลค่ากับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง และยังมี ‘ศักยภาพการปรับตัวของราคา’ ซึ่งในมุมมองของผู้สนับสนุน ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในฐานะสินทรัพย์สำหรับการสร้างสภาพคล่องระดับโลก
ด้านเทคนิค ‘เอ็กซ์อาร์พี เลดเจอร์(XRPL)’ ถูกออกแบบให้รองรับ ‘การชำระแบบอะตอมมิก (atomic settlement)’ ที่รวดเร็วมาก ค่าธรรมเนียมต่ำ และมีความสามารถในการขยายระบบ (scalability) สูง ขณะเดียวกันก็ใช้พลังงานต่ำเมื่อเทียบกับบล็อกเชนรุ่นเก่า
อีกจุดแข็งคือ การออกแบบเชิง ‘บริดจ์ แอสเซต (bridge asset)’ และโมเดลเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้ ริปเปิล(XRP) ถูกมองว่าเหมาะสมกับการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระเงินระหว่างสกุลเงินต่างประเทศจำนวนมากในคราวเดียว โดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคารตัวกลางหลายชั้นเหมือนระบบเดิม
‘ความคิดเห็น’ ของผู้สนับสนุน XRP คือ หากโครงสร้างพื้นฐานอย่างสวิฟต์(SWIFT) เริ่มใช้ ‘XRPL’ เป็นแบ็กเอนด์จริง จะยิ่งผลักให้ XRP กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการชำระเงินระดับโลกได้ง่ายขึ้น ทั้งในแง่เทคนิค เศรษฐศาสตร์ของโทเคน และการยอมรับจากสถาบัน
อย่างไรก็ตาม แก่นของการถกเถียงในตอนนี้อยู่ที่คำถามว่า ‘โครงสร้างพื้นฐานของการเงินดั้งเดิมจะย้ายมาสู่บล็อกเชนจริงหรือไม่’ การที่สวิฟต์(SWIFT) กับริปเปิลกำลังถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอาจยังเป็นเพียงสัญญาณในระยะเริ่มต้น แต่ตลาดทุนและตลาดคริปโตเริ่มมอง ‘ริปเปิล(XRP)’ อย่างจริงจังว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งสินทรัพย์สำหรับระบบการชำระเงินยุคใหม่
แม้ความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างสวิฟต์และริปเปิลจะยังไม่ถูกประกาศยืนยัน แต่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เป็นไปได้ในเบื้องหลัง ได้กระตุ้นให้ทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน หันมาพิจารณาบทบาทของ ‘ริปเปิล(XRP)’ ในฐานะ ‘สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน’ ของระบบการเงินโลกในอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความคิดเห็น 0