CLARITY Act ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทาง ‘กรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล’ ของสหรัฐ เดินหน้าผ่านคณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภาแล้ว แต่เส้นทางสู่การเป็นกฎหมายยังไม่ง่าย หลังยังต้องฝ่าด่านการเมืองสำคัญหลายจุด ทั้งการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ถึง 60 เสียงในวุฒิสภา ประเด็น ‘ผลประโยชน์ทับซ้อนของประธานาธิบดี’ และการปรับร่างให้สอดคล้องกับกฎหมายอีกฉบับจากคณะกรรมาธิการเกษตร ตามรายงานของ MEXC Ventures เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม (เวลาท้องถิ่น)
ร่างกฎหมาย CLARITY Act เคยผ่านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ด้วยคะแนน 294 ต่อ 134 จากแรงหนุนแบบข้ามพรรค ก่อนจะค้างอยู่ในวุฒิสภาราว 10 เดือน กระทั่งล่าสุดผ่านคณะกรรมาธิการธนาคารด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันลงคะแนนเห็นชอบทั้งหมด ขณะที่ฝั่งเดโมแครตมี รูเบน กาเยโก(Ruben Gallego) และแองเจลา ออลโซบรูกส์(Angela Alsobrooks) ร่วมสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การลงมติในชั้นวุฒิสภาเต็มคณะยังต้องใช้ 60 เสียงจาก 100 ที่นั่ง ทำให้รีพับลิกันยังต้องดึงเสียงจากเดโมแครตเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 เสียง
ภาพนี้สะท้อนว่า การถกเถียงเรื่องคริปโตในสหรัฐยังถูกขับเคลื่อนด้วย ‘การเมือง’ ไม่แพ้เนื้อหานโยบาย แม้อุตสาหกรรมต้องการความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์มากขึ้น แต่ในฝั่งเดโมแครตยังมีแรงกดดันให้กฎหมายครอบคลุมเรื่องจริยธรรมเจ้าหน้าที่รัฐและการป้องกันการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวไปพร้อมกัน
สาระสำคัญของ CLARITY Act คือการกำหนดให้ชัดว่า สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานใด ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือ SEC และคณะกรรมาธิการกำกับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ CFTC ต่างอ้างสิทธิในการกำกับดูแลโทเคนหลายประเภท ส่งผลให้ตลาดซื้อขายและโครงการคริปโตเผชิญทั้งความซ้ำซ้อนของกฎ การบังคับใช้ย้อนหลัง และความไม่แน่นอนจากคำตัดสินของศาล
หาก CLARITY Act มีผลบังคับใช้ โทเคนที่มีความกระจายศูนย์เพียงพอจะถูกจัดเป็น ‘สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทสินค้า’ และอยู่ภายใต้ CFTC ส่วนสินทรัพย์ที่ยังมีผู้ออกหรือผู้ควบคุมหลักยังชัดเจน จะยังอยู่ภายใต้ SEC เหมือนเดิม ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตในสหรัฐมีกรอบการจดทะเบียนกับ CFTC ที่ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันก็เสนอผ่อนข้อกำหนดบางส่วนสำหรับนักพัฒนา DeFi และผู้เข้าร่วมเครือข่ายบล็อกเชนที่ไม่ได้ถือครองทรัพย์สินลูกค้าโดยตรง
อีกด้านหนึ่ง ร่างกฎหมายยังใส่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้งาน เช่น การแยกเก็บทรัพย์สินลูกค้า ข้อกำหนดป้องกันการฟอกเงิน และเงื่อนไขด้านเงินทุนที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งทำให้ CLARITY Act ถูกมองว่าไม่ใช่เพียงกฎหมายเพื่อช่วยอุตสาหกรรม แต่เป็นกรอบที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการคุ้มครองผู้บริโภค
หากกฎหมายฉบับนี้เดินหน้าควบคู่กับ GENIUS Act ซึ่งเป็นกฎหมายกำกับ ‘สเตเบิลคอยน์’ ที่มีผลแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ก็มีโอกาสที่สหรัฐจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโครงสร้างกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลชัดเจนที่สุดในโลก นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายฝ่ายมอง CLARITY Act เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญของการนำอุตสาหกรรมคริปโตเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลัก
แต่ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้คือข้อเสนอเรื่อง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อนของประธานาธิบดี’ ฝั่งเดโมแครตต้องการให้มีข้อความชัดเจนในกฎหมายว่า ประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งไม่ควรได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวจากธุรกิจคริปโต วุฒิสมาชิก เคิร์สเทน จิลลิแบรนด์(Kirsten Gillibrand) ส่งสัญญาณชัดว่า หากไม่มีเงื่อนไขนี้ เดโมแครตอาจไม่สนับสนุนร่างกฎหมาย ขณะที่ เอลิซาเบธ วอร์เรน(Elizabeth Warren) ก็ยื่นแก้ไขร่างมากกว่า 40 รายการระหว่างขั้นตอนพิจารณา แม้ส่วนใหญ่จะไม่ถูกบรรจุ
ในอีกฝั่ง ทำเนียบขาวมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเขียนข้อกฎหมายที่เจาะจงถึงบุคคลหรือชื่อตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง โดยมองว่าหากจะกำหนดมาตรฐานจริยธรรม ก็ควรใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับอย่างเท่าเทียม ตั้งแต่พนักงานระดับต้นไปจนถึงประธานาธิบดี ความต่างของมุมมองนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงถ้อยคำ แต่ส่งผลโดยตรงต่อการนับคะแนนเสียงในวุฒิสภา
อีกอุปสรรคที่ยังต้องจับตาคือการรวมร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการธนาคารเข้ากับร่างอีกฉบับจากคณะกรรมาธิการเกษตรของวุฒิสภา ซึ่งมีรายละเอียดต่างกันในหลายจุด เช่น ขอบเขตอำนาจบังคับใช้ของ CFTC วิธีดูแลตลาดซื้อขายแบบกระจายศูนย์ และเกณฑ์สำหรับตลาดคาดการณ์ผลลัพธ์ การรวมสองร่างให้กลายเป็นฉบับเดียวก่อนเข้าสู่การลงมติเต็มคณะอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรืออาจยาวกว่านั้นหากมีข้อขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ไทม์ไลน์ของ CLARITY Act จึงยังไม่แน่นอน ฉากทัศน์เชิงบวกที่สุดคือร่างกฎหมายอาจผ่านได้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2026 หากการเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจบอย่างรวดเร็ว และการปรับถ้อยคำระหว่างสองคณะกรรมาธิการเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจำนวนมากมองว่า ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2026 น่าจะเป็นกรอบเวลาที่เป็นไปได้มากกว่า ซึ่งอาจหมายถึงการลงมติในวุฒิสภาระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม และการลงนามขั้นสุดท้ายในช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคม
ในกรณีที่เลวร้ายกว่าเดิม กระบวนการอาจยืดไปถึงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 และเลื่อนออกไปถึงปี 2027 ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากทั้งสองพรรคเห็นว่าประเด็นคริปโตยังไม่ใช่วาระที่มีน้ำหนักมากพอสำหรับฐานเสียงทั่วไป
สำหรับตลาด ความสำคัญของ CLARITY Act ไม่ได้อยู่ที่การขยับราคาของ บิตคอยน์(BTC) หรือ อีเธอเรียม(ETH) โดยตรงเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การออกแบบ ‘โครงสร้างตลาดคริปโต’ ของสหรัฐในภาพรวม หากกฎหมายช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบได้ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มซื้อขาย ผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สิน ผู้ออกโทเคน และโครงการ DeFi ก็จะสามารถวางโมเดลธุรกิจได้ชัดขึ้น พร้อมลดอุปสรรคต่อการเข้ามาของเงินทุนสถาบัน
ในทางกลับกัน หาก CLARITY Act ล่าช้าหรือสะดุดต่อไป ภาวะกำกับดูแลที่ซ้อนทับกันระหว่าง SEC และ CFTC ก็จะยังอยู่ต่อ ซึ่งอาจเร่งให้ธุรกิจคริปโตที่ตั้งอยู่ในสหรัฐย้ายฐานออกนอกประเทศมากขึ้น
ความคิดเห็น การผ่านคณะกรรมาธิการครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่มีน้ำหนักมาก และอาจนับเป็นหนึ่งในความคืบหน้าด้านกฎหมายคริปโตที่สำคัญที่สุดของสหรัฐนับจากการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF เมื่อต้นปี 2025 แต่ในทางปฏิบัติ CLARITY Act ยังห่างจากคำว่า “จบเกม” มากพอสมควร เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่แค่ขั้นตอนทางกฎหมาย แต่คือการต่อรองทางการเมืองแบบเต็มรูปแบบ
ท้ายที่สุด CLARITY Act ยังเป็นร่างกฎหมายที่ตลาดคริปโตต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากผ่านได้จริง สหรัฐอาจมี ‘กรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่ชัดเจนและเป็นระบบมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ในระยะสั้น ทิศทางของ CLARITY Act จะยังขึ้นอยู่กับการรวบรวมเสียงเดโมแครตเพิ่มเติม และการหาจุดลงตัวในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นหลัก
ความคิดเห็น 0