บิตคอยน์(BTC) ดีดกลับขึ้นมายืนเหนือ ‘7만7000달러’ ได้สำเร็จ จุดประกายการฟื้นตัวระยะสั้นให้ตลาดคริปโต แต่บรรยากาศโดยรวมยังสวิงอยู่ระหว่าง ‘แรงซื้อที่กลับมา’ และ ‘ความกังวลด้านมหภาค’ ทำให้นักลงทุนยังจับทิศทางที่ชัดเจนไม่ได้
บิตคอยน์เพิ่งทะลุกลับขึ้นเหนือ 7만7000달러 (ราว 1억1530만 원) ส่งสัญญาณว่าหลุดจากแนวโน้มอ่อนแรงในช่วงก่อนหน้า การดีดตัวครั้งนี้ยังช่วยดันดัชนีโทเคนขนาดใหญ่และกลางอย่าง 코인데스크20(CD20) และ 코인데스크80(CD80) ให้ขยับขึ้นมากกว่า 1% สะท้อนบรรยากาศเชิงบวกที่เริ่มไหลกลับเข้าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม
ฝั่งอัลท์คอยน์หลายตัวเคลื่อนไหวโดดเด่น โดยเหรียญแนว ‘ความเป็นส่วนตัว’ ที่มีลักษณะคล้าย โมเนโร(XMR) อย่าง ดาช(DASH) รวมถึงโทเคน XDC พุ่งขึ้นมากกว่า 10% ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินเริ่มไหลกลับเข้าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ‘บิตคอยน์(BTC)’ อีกระดับหนึ่ง
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ตลาดตอนนี้กำลังยืนอยู่บนจุดสมดุลระหว่างปัจจัยบวกและลบที่แรงพอๆ กัน หนึ่งในนั้นคือความผันผวนของกระแสเงินลงทุนในกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอต ที่ยังคงมีสัญญาณไหลออกเป็นระยะ ผนวกกับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจมหภาคและทิศทางดอกเบี้ยที่ยังไม่ชัด ทำให้ ‘แรงกดดันด้านราคา’ ยังไม่หายไปไหน
นาอิม อัสลาม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Zaye Capital Markets มองว่า ระยะสั้นราคายังถูกถ่วงจาก ‘เงินไหลออก ETF’ และภาพเศรษฐกิจโลกที่แกว่งตัว แต่ในระยะยาว ‘ทิศทางกฎเกณฑ์ที่ชัดขึ้น’ และ ‘การเข้าถึงของสถาบันการเงินขนาดใหญ่’ จะเป็นฐานรับสำคัญให้บิตคอยน์ โดยเฉพาะหากนโยบายต่างๆ เอื้อต่อการถือครองและใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินกระแสหลัก
หนึ่งในสัญญาณเชิงนโยบายที่ตลาดจับตา คือการที่ *ประธานาธิบดีทรัมป์* สั่งให้ทบทวนการเข้าถึงระบบชำระเงินของบริษัทฟินเทคและธุรกิจคริปโตอีกครั้ง ความเคลื่อนไหวนี้ถูกตีความว่าเป็น ‘สัญญาณบวก’ ต่อระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะอาจเปิดทางให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบดั้งเดิมได้สะดวกขึ้น
ทางด้านเทคนิค ‘บิตคอยน์(BTC)’ กำลังเข้าสู่โซนตัดสินทิศทางที่สำคัญ นักวิเคราะห์ของ FxPro อย่าง อเล็กซ์ คูฟต์ซิเควิช ชี้ว่า ราคาเพิ่งยืนยันการยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน แถว 7만6000달러 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนว ‘รับ’ หลัก ขณะที่ด้านบนยังมีเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน บริเวณ 8만2500달러 ทำหน้าที่เป็นแนว ‘ต้าน’ หลัก ระยะห่างของสองระดับนี้ที่ค่อยๆ แคบลง ทำให้มีโอกาสสูงที่ตลาดจะเลือกทิศทางชัดเจนภายในไม่กี่วันข้างหน้า
โครงสร้างตอนนี้จึงค่อนข้างชัดเจน: เส้น 50 วันเป็นฐานรองรับ ส่วนเส้น 200 วันคือเพดานกดราคา หาก ‘บิตคอยน์(BTC)’ หลุดลงไปใต้ 7만6000달러 ความเสี่ยงที่จะไหลลงไปทดสอบโซนต่ำสุดเดือนกุมภาพันธ์แถว 7만3000달러จะเปิดกว้างขึ้น แต่ถ้าแรงซื้อพอจะพาราคาทะลุเส้น 200 วันและยืนเหนือได้อย่างมั่นคง ภาพแนวโน้มกลางถึงยาวมีโอกาสเปลี่ยนจาก ‘เสี่ยงขาลง’ เป็นอย่างน้อย ‘กลางๆ ถึงเอียงบวก’
ในเชิงโครงสร้างตลาด เงินทุนในกองทุน ETF แบบสปอตยังถูกมองว่าเป็น ‘ตัวแปรหลัก’ ที่จะชี้ชะตาทิศทางรอบนี้ แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล 1KonTo ให้ความเห็นว่า ETF เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างเงินทุนในระบบการเงินดั้งเดิมกับ ‘ความต้องการถือครองบิตคอยน์(BTC) จริงๆ’ เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดกระแสเงินไหลออกจาก ETF พร้อมๆ กับแรงสั่นคลอนในตลาดพันธบัตรรัฐบาล บิตคอยน์อาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ แต่กลับเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์มหภาคอื่นๆ
1KonTo เสริมว่า มีโอกาสที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ จะกลับเข้าสู่ภาวะเสถียรภาพก่อนสินทรัพย์เสี่ยงตัวอื่น เช่น หุ้นเทคโนโลยี แต่ถ้าจะเห็นรอบขาขึ้นที่แข็งแรงจริงๆ ตลาดน่าจะต้องการอย่างน้อยหนึ่งในสองเงื่อนไข คือ ‘แรงซื้อกลับใน ETF’ หรือ ‘สัญญาณฟื้นตัวและความนิ่งในตลาดพันธบัตรรัฐบาล’
ฝั่งตลาดการเงินดั้งเดิมเองก็ส่งสัญญาณผสมเช่นกัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดัชนีแนสแด็ก100 ขยับบวกประมาณ 0.8% สะท้อนมุมมองที่ยังเชื่อมั่นต่อกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ราคาน้ำมันกลับปรับตัวลง หลังวุฒิสภาสหรัฐมีท่าทีจำกัดอำนาจด้านการทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน สร้างมุมมองว่าความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่ลุกลามไปไกลกว่านี้
นักลงทุนยังจับตางบการเงินของ เอนวีเดีย(NVDA) อย่างใกล้ชิด เพราะผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีน้ำหนักต่อดัชนีหุ้นหลัก และมักส่งแรงสั่นสะเทือนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด รวมถึงตลาดคริปโตด้วย หากทิศทางหุ้นเทคโนโลยีออกมาเชิงลบ อาจฉุด ‘กระแสเก็งกำไร’ ในอัลท์คอยน์ให้แผ่วลงได้ไม่ยาก
โดยสรุป การดีดตัวรอบนี้ของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังถูกมองว่าเป็นเพียง ‘ช่วงก่อนการตัดสินใจครั้งใหญ่’ มากกว่าจะเป็นการยืนยันเปลี่ยนเทรนด์ ETF สปอตและความนิ่งของเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นสองเงื่อนไขสำคัญ หากทั้งคู่ส่งสัญญาณบวกพร้อมกัน โอกาสขยายรอบขึ้นของบิตคอยน์ก็เปิดกว้าง แต่หากไม่เกิดขึ้น ตลาดอาจต้องกลับไปเผชิญกับภาวะแกว่งตัวแรงและความไม่แน่นอนรอบใหม่อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0