ในขณะที่สหรัฐฯ ยังมีแรงต้านทางการเมืองต่อการออก ‘สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)’ อย่างชัดเจน แต่กระแสในระดับโลกกำลังกดดันให้สหรัฐฯ ต้องเดินหน้าสร้าง ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ ในท้ายที่สุดตามการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบการเงินสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 20 (เวลาท้องถิ่น) ทิโมธี มาซซาด(Timothy Massad) อดีตประธานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐฯ(CFTC) ให้สัมภาษณ์ในงาน ‘Digital Money Summit 2026’ ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยระบุว่า ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ แม้จะออกมาคัดค้าน CBDC อย่างแข็งกร้าว แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมการเงินระหว่างประเทศ การมุ่งสู่ระบบดิจิทัลเช่นนี้กำลังกลายเป็น ‘ทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้’ มาซซาดชี้ว่าการถกเถียงเรื่อง CBDC ในวอชิงตันเป็นประเด็น ‘อ่อนไหวทางการเมืองอย่างมาก’ ทว่าภายใต้ฉากหน้าเหล่านั้น ภาครัฐยังคงเดินหน้าศึกษาและหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ
‘ความคิดเห็น’ แม้การเมืองสหรัฐฯ จะใช้ CBDC เป็นประเด็นเลือกตั้ง แต่ในระดับเทคนิคและกฎระเบียบ การเตรียมพร้อมยังคงเดินต่อไปอย่างเงียบ ๆ
ทรัมป์เคยประกาศจุดยืนชัดเจนระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 ว่า จะ ‘ไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง’ ในสหรัฐฯ เลย หลังจากนั้นในเดือนมีนาคมปีนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายสกัดกั้นไม่ให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ออก ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น 89 ต่อ 10 จากทั้งสองพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ยังต้องรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร และยังไม่ชัดเจนว่าจะผ่านสภาล่างได้หรือไม่ ทำให้กระบวนการตราเป็นกฎหมายสมบูรณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ด้านมาร์ก กูลด์(Mark Gould) ผู้บริหารฝ่ายระบบชำระเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็เลือกหลีกเลี่ยงการกล่าวถึง ‘สเตเบิลคอยน์ของธนาคารกลาง’ โดยตรงในงานเดียวกัน เขาระบุว่า ประเด็นนี้ในตอนนี้ ‘ยังไม่อยู่ในขอบเขตบทบาทโดยตรงของเฟด’ แต่เมื่อถูกถามอย่างเฉพาะเจาะจงว่า หากมีการออก ‘ดอลลาร์ดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล’ เฟดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ กูลด์ตอบสั้น ๆ ว่า ‘ใช่’
มาซซาดอธิบายเพิ่มเติมว่า ในขณะที่สหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณเชิงลบต่อการออก CBDC อย่างเปิดเผย ‘แรงกดดันจากการแข่งขันระดับนานาชาติ’ กำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยุโรปและประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ เร่งทดลองสกุลเงินดิจิทัลและ ‘สเตเบิลคอยน์’ กันอย่างจริงจัง หนึ่งในกรณีสำคัญคือโครงการ ‘โปรเจกต์ อะโกรา(Project Agora)’ ที่ริเริ่มโดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ(BIS)
โปรเจกต์ อะโกราเป็นโครงการความร่วมมือขนาดใหญ่ที่มีธนาคารกลาง 7 แห่ง รวมถึงสหรัฐฯ เข้าร่วมศึกษาโครงสร้างระบบชำระเงินแบบ ‘ออนเชน’ มาซซาดระบุว่า สหรัฐฯ เองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ภายนอกจะ ‘ปฏิเสธ’ หรือหลีกเลี่ยงการพูดถึง CBDC แต่เบื้องหลังก็กำลัง ‘เตรียมความพร้อม’ อยู่แล้ว
มาซซาดย้ำว่า ในสหรัฐฯ อาจยังไม่มีผู้ว่าการธนาคารกลางคนใดออกมา ‘ประกาศชัดเจน’ ว่าจะเดินหน้าทำ CBDC แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘ไม่มีการพิจารณาแนวทางการนำมาใช้’ เขาเชื่อว่า กรอบแนวคิดและแบบจำลองต่าง ๆ เกี่ยวกับ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ กำลังถูกพัฒนาและทดสอบภายในหน่วยงานรัฐอยู่ตลอดเวลา
หลังเสร็จสิ้นงานสัมมนา ในช่วงการสนทนาต่อเนื่อง มาซซาดยังกล่าวถึงการขยายตัวของ ‘การเงินแบบโทเคนไอซ์’ ว่าเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่จะผลักให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เขามองว่า ต่อให้รัฐบาลทรัมป์ยังคงปฏิเสธแนวทาง ‘CBDC สำหรับรายย่อย’ อย่างต่อเนื่อง การเติบโตของการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์บนเครือข่ายบล็อกเชนและโครงสร้าง ‘โทเคนไอซ์’ จะทำให้สหรัฐฯ ต้องมี ‘โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ’ ในที่สุด
มาซซาดระบุว่า เมื่อการโอนย้ายเงินทุนและสินทรัพย์ผ่านระบบ ‘ออนเชน’ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบเหล่านี้จะต้องการ ‘รางชำระเงินอย่างเป็นทางการ’ ที่มีเสถียรภาพสูงและรองรับธุรกรรมปริมาณมาก เขาเตือนว่า หากสหรัฐฯ เพิกเฉยต่อการสร้างรางชำระเงินดิจิทัลของตนเอง อาจต้อง ‘สูญเสียความเป็นผู้นำ’ ให้กับยุโรปหรือประเทศคู่แข่งรายอื่น ๆ
‘ความคิดเห็น’ CBDC จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านนโยบายการเงิน แต่ถูกมองว่าเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์’ เพื่อรักษาอำนาจของดอลลาร์ในระบบการเงินโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ ยังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนเรื่อง CBDC และดอลลาร์ดิจิทัล ระหว่างแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศกับการเปลี่ยนขั้วของระเบียบการเงินโลก ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีการชำระเงินกำลังทำให้การถกเถียงเรื่อง ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอีกนาน และอาจปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบการเงินของสหรัฐฯ ในอนาคต
ความคิดเห็น 0