Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดัน บิตคอยน์(BTC) หลุด 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางเงินเฟ้อสหรัฐ-ETF ไหลออก

ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดัน บิตคอยน์(BTC) หลุด 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางเงินเฟ้อสหรัฐ-ETF ไหลออก / Tokenpost

ตลาด ‘คริปโต’ เผชิญแรงกดดันอีกครั้ง หลัง ‘บิตคอยน์(BTC)’ หลุดระดับ 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสหรัฐ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐที่ยังกดบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าแรงขายไม่ได้จำกัดอยู่แค่บิตคอยน์ แต่ลามไปยัง ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ‘โซลานา(SOL)’ และ ‘ริปเปิล(XRP)’ ด้วย ขณะที่เงินทุนในกองทุน ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐไหลออกต่อเนื่อง

ตามรายงานของ Crypto.com Research ระบุว่า การชะลอตัวของตลาดรอบนี้เกิดจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่ออกมาสูงกว่าคาด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรวดเร็ว และทำให้ ‘คริปโต’ กลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยมหภาคอย่างชัดเจนมากขึ้น

‘บิตคอยน์(BTC)’ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยยืนเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์ในฐานะแนวรับสำคัญ ไม่สามารถรักษาระดับดังกล่าวไว้ได้ และอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวในกรอบราว 76,000-78,000 ดอลลาร์ ตลาดมองว่าปัจจัยหลักมาจากสัญญาณเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวในสหรัฐ รวมถึงความผันผวนของราคาพลังงานที่เพิ่มแรงกดดันต่อมุมมองเศรษฐกิจในภาพรวม

อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมตลาดคือรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ หรือ FOMC ซึ่งสะท้อนว่าแม้ธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% แต่ภายในคณะกรรมการยังมีเสียงคัดค้านต่อแนวคิดการลดดอกเบี้ยอย่างกว้างขวาง และกรรมการบางส่วนยังแสดงความกังวลว่า หากเงินเฟ้อไม่ชะลอลงอย่างเพียงพอ ก็อาจต้องกลับมาพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม

สัญญาณดังกล่าวผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับสูงขึ้นทันที และทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าดอกเบี้ยสูงอาจอยู่กับระบบการเงินนานกว่าที่คาด ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อสภาพคล่องในตลาด ‘คริปโต’ ข้อมูลยังระบุว่าในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิราว 1.26 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่ากลุ่มนักลงทุนสถาบันเองก็เริ่มหันไปถือสถานะเชิงป้องกันมากขึ้นในระยะสั้น

ฝั่งอัลต์คอยน์เองก็ไม่รอดจากแรงขายรอบนี้ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ เคลื่อนไหวแถว 2,100 ดอลลาร์ ส่วน ‘โซลานา(SOL)’ ลงมาอยู่ในโซนช่วงกลางของ 80 ดอลลาร์ ขณะที่ ‘ริปเปิล(XRP)’ เคลื่อนไหวในกรอบ 1.36-1.40 ดอลลาร์ โดยตลาดมองว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงกว่าบิตคอยน์มักถูกขายแรงกว่าในช่วงที่นักลงทุนลดความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกสินทรัพย์ที่จะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ‘ซีแคช(ZEC)’ ซึ่งเป็นเหรียญกลุ่มความเป็นส่วนตัว กลับปรับตัวขึ้นมากกว่า 16% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ท่ามกลางความคาดหวังเรื่องเม็ดเงินสถาบันและความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือ SEC ที่เริ่มผ่อนคลายลง กรณีนี้สะท้อนว่าต่อให้ภาพรวมตลาดอ่อนแรง สินทรัพย์ที่มีปัจจัยเฉพาะตัวก็ยังสามารถเคลื่อนไหวสวนตลาดได้

ด้านความเคลื่อนไหวของบริษัทขนาดใหญ่ก็ยังเป็นอีกจุดที่นักลงทุนจับตา โดยสเปซเอ็กซ์ของ อีลอน มัสก์(Elon Musk) เปิดเผยผ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรกว่า บริษัทถือครอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ จำนวน 18,712 เหรียญ ทำให้สเปซเอ็กซ์ขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบริษัทที่ถือบิตคอยน์มากที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทจัดการสินทรัพย์ สไตรฟ์(ASST) ได้เข้าซื้อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เพิ่มอีก 382 เหรียญในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ราคาเฉลี่ย 79,348 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ส่งผลให้ยอดถือครองรวมเพิ่มเป็น 15,391 เหรียญ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์ กรณีนี้สะท้อนว่าความต้องการสะสมระยะยาวจากนักลงทุนสถาบันยังคงมีอยู่ แม้ตลาดระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันหนักก็ตาม

ฝั่งภาคการเงินยุโรปก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจเช่นกัน อินเตซา ซานเปาโล ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของอิตาลี มีรายงานว่าได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน ETF บิตคอยน์สปอตในไตรมาส 1 ของปีนี้ และยังขยายพอร์ตไปยัง ETF ที่เกี่ยวข้องกับ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ และ ‘ริปเปิล(XRP)’ ขณะที่ลดสถานะการลงทุนเดิมในผลิตภัณฑ์สเตกกิงของ ‘โซลานา(SOL)’ ลงอย่างมีนัยสำคัญ ทิศทางนี้สะท้อนว่าสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมยังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกรอบกำกับดูแลชัดเจนมากกว่าสินทรัพย์คริปโตที่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงกว่า

อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือรายงานที่ระบุว่า SEC กำลังพิจารณากรอบกำกับดูแลใหม่ในลักษณะ ‘ข้อยกเว้นเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม’ เพื่อเปิดทางให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง แอปเปิล(AAPL) และ เทสลา(TSLA) สามารถถูกแปลงเป็นโทเคนและซื้อขายบนบล็อกเชนได้ หากแนวทางนี้เกิดขึ้นจริง อาจเป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดโทเคนหลักทรัพย์และสินทรัพย์โลกจริงในรูปแบบโทเคน หรือ RWA ขยายตัวเร็วขึ้น และยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเงินดั้งเดิมกับบล็อกเชนแคบลง

ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดยังติดตามความเคลื่อนไหวภายในมูลนิธิอีเธอเรียมอย่างใกล้ชิด หลังผู้บริหารระดับสูงหลายรายทยอยลาออก รวมถึง โทมัส สตานชัก(Tomasz Stańczak) ซึ่งประเด็นนี้จุดคำถามใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างการกำกับดูแล ความโปร่งใสในการตัดสินใจ และความสอดคล้องระหว่างอุดมการณ์ ‘กระจายอำนาจ’ กับการบริหารจัดการจริงขององค์กรที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายสำคัญของอุตสาหกรรม

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามต่อในสัปดาห์นี้ ตลาดจับตาการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐในวันที่ 28 พฤษภาคม หากตัวเลขที่เคยประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 2.0% ถูกปรับขึ้นหรือลง ก็อาจเปลี่ยนความคาดหวังของตลาดต่อเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐได้ทันที โดยหากเศรษฐกิจยังแข็งแรงและเงินเฟ้อยังไม่ลดลงมากพอ ตลาดอาจกลับไปให้น้ำหนักกับแนวโน้มดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และตลาด ‘คริปโต’ โดยรวม

“ความคิดเห็น” ภาพรวมในเวลานี้ชัดเจนว่าตลาด ‘คริปโต’ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข่าวรายโครงการเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดด้วยปัจจัยมหภาคอย่างนโยบายการเงินสหรัฐ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ การอ่อนตัวของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ การปรับฐานของอัลต์คอยน์ และเงินทุนที่ไหลออกจาก ETF ล้วนยืนยันแนวโน้มดังกล่าว

ถึงอย่างนั้น ภาพระยะกลางถึงระยะยาวยังมีสัญญาณบวกแทรกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสะสม ‘บิตคอยน์(BTC)’ ของสถาบัน การขยายตัวของ ETF ในภาคการเงินดั้งเดิม หรือความคืบหน้าด้านกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง ซึ่งหมายความว่าตลาด ‘คริปโต’ กำลังอยู่ในช่วงที่แรงกดดันระยะสั้นปะทะกับโอกาสเชิงโครงสร้างในระยะยาว และนั่นอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ กับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งตลาดในช่วงถัดไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1