ตลาดคริปโตขยับสู่ ‘24 ชั่วโมงเทรดไม่หลับ’ จนทำให้โครงสร้างตลาดการเงินแบบเดิมเริ่มสั่นคลอน ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองตรงกันว่า ผู้เล่นที่ได้รับผลกระทบสูงสุดอาจไม่ใช่นักลงทุน แต่คือ ‘ตัวกลาง’ หรือโบรกเกอร์ที่เคยคุมเกมราคาอยู่หลังฉาก
ในสหรัฐฯ ตลาดหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก(NYSE), แนสแด็ก(Nasdaq), ซีเอ็มอี(CME) และชิคาโก บอร์ด ออฟ ออปชันส์ 익스체인지(Cboe) ต่างเร่งเดินหน้าสู่ระบบ ‘เทรด 24 ชั่วโมง’ อย่างจริงจัง โดย NYSE ได้ยื่นขออนุมัติอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ขณะที่ แนสแด็ก ก็ออกมาประกาศแผนลุยตลาดลักษณะเดียวกัน ซีเอ็มอีเตรียมเปิดให้ซื้อขาย ‘ฟิวเจอร์สคริปโต’ แบบ 24 ชั่วโมงภายในปี 2026 ส่วน Cboe ได้ขยายเวลาซื้อขายสินค้าอนุพันธ์ให้ใกล้เคียง 24 ชั่วโมงไปแล้วก่อนหน้า
‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่า การที่ตลาดหุ้นดั้งเดิมหันมาปรับตัวตามโมเดลตลาดคริปโตแบบ 24/7 ไม่ได้เป็นเพียงการขยายเวลาเทรด แต่คือการ “รีเซ็ตอำนาจต่อรอง” ระหว่างผู้เล่นทุกฝั่งในระบบ
‘ตัวกลาง’ เสียอำนาจคุมราคา เมื่อ 'ตลาดไม่หลับ'
แม็ตตี้ กรีนสปัน(Mati Greenspan) ซีอีโอของควอนตัม อีโคโนมิกส์(Quantum Economics) มองว่าผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเทรด 24 ชั่วโมงคือ ‘เทรดเดอร์’ ส่วน ‘ผู้แพ้ตัวจริง’ คือเหล่าบรรดา *ตัวกลาง* ที่เคยใช้ช่วงเวลาตลาดปิดในการกำหนดราคา
เขาอธิบายว่า ช่วงเปิดตลาดในแต่ละวันเป็นจังหวะที่บางบริษัทหรือบางโบรกเกอร์สามารถ ‘ตั้งราคา’ ในทิศทางที่เอื้อให้เกิดการ *ล้าง Stop Loss* ของนักลงทุนรายย่อย ก่อนจะปิดออเดอร์เข้าทำกำไรของตัวเอง โดยเฉพาะในกรณีที่มีเหตุการณ์ ‘ใหญ่’ เกิดขึ้นระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์หรือหลังปิดตลาด เช่น ข่าวเศรษฐกิจ การเมือง หรือผลประกอบการบริษัท เมื่อเปิดตลาดอีกครั้ง ราคามักกระโดดผิดปกติ และกลายเป็นช่องให้ผู้เล่นมืออาชีพใช้ประโยชน์
ในโครงสร้างแบบเก่า ช่วงเวลาที่ตลาดหยุดซื้อขายทำให้ราคา ‘ถูกล็อก’ เอาไว้ ในขณะที่ข้อมูลใหม่ยังคงไหลเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้อำนาจกำหนดราคาช่วงเปิดตลาดไม่ได้กระจายตัวเท่าที่ควร การเปลี่ยนสู่การซื้อขาย 24 ชั่วโมง จึงอาจทำให้ ‘สิทธิในการค้นหาราคา (price discovery)’ ถูกกระจายออกจากมือโบรกเกอร์กลับไปหาตลาดมากขึ้น
‘สภาพคล่องบาง’ สร้างการบิดเบือนที่มองไม่เห็น
ปัญหาความบิดเบือนของราคาไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมผู้เล่นรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างตลาดหลังเวลาปิดทำการ ที่มักเผชิญ ‘ปัญหาสภาพคล่องต่ำ’ โดยตรง
โจ เดนท์(Joe Dent) โบรกเกอร์จากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ระบุว่า หลังจบ ‘เวลาซื้อขายปกติ’ ปริมาณผู้เข้าร่วมตลาดลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ ‘สเปรด’ ระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายถ่างกว้างขึ้น ส่งผลให้ราคามีโอกาส ‘เหวี่ยงแรง’ ง่ายขึ้นกว่าปกติ
งานวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัย UC เบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัยโร체스터 พบว่าฟังก์ชัน ‘การค้นหาราคา’ (price discovery) ในช่วงเทรดนอกเวลา นั้น ‘ไม่มีประสิทธิภาพ’ อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาตลาดปกติ สาเหตุหลักมาจากปริมาณการซื้อขายที่หดตัว และสมุดคำสั่ง (order book) ที่บางลงมาก
นอกจากนี้ บทความวิจัยที่เผยแพร่บน SSRN ยังตรวจพบเคส ‘สปูฟฟิง’ (spoofing) หรือการส่งคำสั่งปริมาณมหาศาลก่อนเปิดตลาด แล้วรีบยกเลิก เพื่อสร้างภาพว่ามีแรงซื้อหรือขายจำนวนมาก ทั้งที่ความต้องการจริงไม่มีอยู่ ส่งผลให้ราคาถูกบิดเบือนชั่วคราว ก่อนจะกลับสู่ระดับปกติเมื่อการซื้อขายเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ นักลงทุนนอกวงในที่เข้าตลาดเร็วเกินไปในจังหวะนี้อาจกลายเป็นผู้รับความเสียหายเต็มๆ
หน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ ก็เริ่มลงมือจัดการปัญหานี้มากขึ้น เมื่อปี 2025 SEC ได้ลงโทษกรณีปั่นราคาด้วยคำสั่งซื้อขายเทียมที่ถูกใช้ช่วงนอกเวลาซื้อขายปกติ ขณะที่สมาคมกำกับธุรกิจการเงินสหรัฐ(FINRA) ก็ชี้ในรายงานปี 2026 ว่าการติดตามตรวจสอบตลาดนอกเวลายังมีช่องโหว่ และต้องยกระดับระบบเฝ้าระวังเพิ่มเติม
ตลาด 24 ชั่วโมง: ‘โอกาสใหม่’ ของรายย่อย
แม้จะมีความเสี่ยงแฝง แต่การเทรด 24 ชั่วโมงกลับถูกมองว่าให้โอกาสกับนักลงทุนรายย่อยมากขึ้นในหลายมิติ เพราะช่วยลบข้อจำกัดสำคัญของระบบเดิมที่ “หากตลาดปิด คุณก็ทำอะไรไม่ได้” ต่อให้เกิดเหตุการณ์สำคัญในช่วงคืนนั้นก็ตาม
ในยุคอัลกอริทึมเทรดดิ้งที่ข้อมูลไหลแบบเรียลไทม์ กลไกการแข่งขันแทบจะเป็นไปตามกฎ ‘อัลกอริทึมที่เร็วที่สุดชนะ’ อยู่แล้ว นักลงทุนรายย่อยเสียเปรียบเรื่องความเร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากตลาดเปิด 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง อย่างน้อย ‘โอกาสเข้าถึงตลาด’ (market access) จะใกล้เคียงกันมากขึ้น ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาแบบเดิม
ตัวอย่างที่เห็นภาพคือ แพลตฟอร์มดีไฟแบบกระจายศูนย์อย่าง ไฮ퍼리퀴드(Hyperliquid) ที่เปิดให้เทรดทองคำ น้ำมัน ดัชนีหุ้น และสินทรัพย์อื่นๆ ได้ตลอดทั้งสัปดาห์โดยไม่ปิดตลาด โครงสร้างแบบไร้ตัวกลางและเปิดตลอดเวลาช่วยดึงทั้งเทรดเดอร์สายคริปโตและสายสินทรัพย์ดั้งเดิมเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนปริมาณซื้อขายอนุพันธ์รายสัปดาห์พุ่งทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 75.5 ล้านล้านวอน) และสร้างรายได้ต่อวันราว 1.6 ล้านดอลลาร์
‘ความคิดเห็น’ โมเดลของแพลตฟอร์มอย่าง Hyperliquid แสดงให้เห็นว่าตลาดแบบ ‘ไม่เคยหลับ’ ไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์ของคริปโตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นต้นแบบให้ตลาดทุนดั้งเดิมลองปรับใช้
ตลาด-นักลงทุนได้ประโยชน์ โบรกเกอร์ต้องหาทางอยู่รอด
หากระบบเทรด 24 ชั่วโมงถูกนำมาใช้เต็มรูปแบบ ตลาดซื้อขายจะได้ประโยชน์โดยตรงจากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนสามารถจัดการความเสี่ยงและตอบสนองต่อข่าวสารได้ทันเหตุการณ์มากขึ้น แต่ในอีกด้ามุมหนึ่ง บทบาทของ ‘โบรกเกอร์’ และตัวกลางดั้งเดิมที่เคยครองอำนาจกำหนดราคาในช่วงเปิด-ปิดตลาด อาจค่อยๆ ถูกลดทอนลง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเรื่อง ‘สภาพคล่องบาง’ ในบางช่วงเวลา และ ‘ช่องโหว่ด้านการกำกับดูแล’ หากยังไม่ถูกแก้ไข ก็อาจทำให้รูปแบบใหม่ของการบิดเบือนราคา หรือการปั่นตลาด เกิดขึ้นในเวอร์ชันที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ท้ายที่สุด ‘ตลาดที่ไม่เคยหยุดพัก’ จะกลายเป็นทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘บททดสอบ’ ไปพร้อมกัน ฝั่งนักลงทุนจะได้เวทีใหม่ในการบริหารความเสี่ยงและทำกำไร ขณะที่โครงสร้างตลาดการเงินโดยรวมกำลังถูกบังคับให้ปรับตัวครั้งใหญ่ ตามจังหวะของโลกที่เดินหน้าไปสู่การเทรด 24 ชั่วโมงเต็มรูปแบบ
ความคิดเห็น 0