บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแกว่งตัวในกรอบแคบบริเวณ ‘66,000–67,000ดอลลาร์’ โดยยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกทางขึ้นหรือลง ขณะที่ตลาดถูกกดดันทั้งจาก ‘แนวรับราคาระยะสั้น’ และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาวอย่าง ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม(Quantum Computing)’ จนประเด็นความปลอดภัยของเครือข่ายถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องขึ้นหรือลงของราคาเท่านั้น
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามข้อมูลตลาดคริปโตหลักต่างๆ ราคาบิตคอยน์ซื้อขายอยู่แถว 66,800–67,000ดอลลาร์ โดยปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพรวมเข้าสู่ช่วง ‘อัดตัวของความผันผวน’ ที่มักจะนำไปสู่การ ‘พุ่งแรง’ หรือ ‘ร่วงแรง’ ในลำดับถัดไป
นักวิเคราะห์ทางเทคนิคจำนวนมากมองระดับ ‘66,000ดอลลาร์’ เป็นแนวรับสำคัญ หากหลุดลงอย่างชัดเจน ความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับฐานลงไปโซน 50,000ดอลลาร์ (ราว -25% จากระดับปัจจุบัน) จะเปิดกว้างขึ้น ในทางกลับกัน หากราคาสามารถยืนเหนือแนวนี้แล้วดีดตัวขึ้นได้ โซน ‘78,000–87,000ดอลลาร์’ ถูกประเมินว่าเป็นแนวต้านหลักที่ต้องจับตา
มีแบบจำลองบางส่วนคาดการณ์ว่า บิตคอยน์อาจขึ้นไปแตะบริเวณ ‘78,020ดอลลาร์’ ภายในเดือนเมษายน แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมี ‘ปริมาณการซื้อขายหนุนอย่างชัดเจน’ และ ‘โมเมนตัมขาขึ้น’ ที่เด่นชัดกว่าปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ภาพระยะสั้นยังมีโอกาสสูงที่ราคาจะเคลื่อนไหวแบบ ‘ไซด์เวย์ในกรอบ’ ระหว่าง 64,000–70,000ดอลลาร์ไปก่อน
‘ความคิดเห็น’ ระดับ 66,000ดอลลาร์กำลังทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งจิตวิทยา หากยืนได้ ตลาดจะยังมองเป็นเพียงการพักฐานในเทรนด์ขาขึ้น แต่ถ้าหลุดลึก โดยเฉพาะพร้อมวอลุ่มขายหนา แนวคิดเรื่อง “จบรอบขาขึ้นรอบนี้หรือยัง” จะถูกพูดถึงมากขึ้นทันที
ด้านปัจจัยระยะยาว ปัจจุบันความกังวลเรื่อง ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’ กำลังถูกพูดถึงถี่ขึ้น หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล และ IBM เร่งพัฒนาประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์และอัลกอริทึมควอนตัมอย่างต่อเนื่อง ประเด็นจึงไม่ได้อยู่แค่ราคาบิตคอยน์ แต่โยงไปถึง ‘ความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน’ ทั้งเครือข่าย
บิตคอยน์อาศัยอัลกอริทึม ‘SHA-256’ และระบบ ‘ลายเซ็นดิจิทัลแบบเส้นโค้งวงรี (ECDSA)’ เป็นเกราะป้องกันหลัก หากในอนาคตมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังเพียงพอ ‘ในทางทฤษฎี’ จะสามารถคำนวณย้อนจาก ‘กุญแจสาธารณะ’ ไปสู่ ‘กุญแจส่วนตัว’ ได้ ทำให้แม้แต่กระเป๋าเย็น (Cold Wallet) ก็อาจไม่ปลอดภัย
ทีมพัฒนาหลักของบิตคอยน์ส่วนใหญ่ยอมรับว่า ‘ควอนตัม’ เป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ต้องเตรียมรับมือ จึงมีการหารือเรื่องการนำ ‘การเข้ารหัสแบบหลังยุคควอนตัม (Post-Quantum Cryptography)’ เข้ามาใช้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีกรอบเวลาเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน และยังไม่มีโรดแมปที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
‘ความคิดเห็น’ ในแง่ตลาด นักลงทุนสถาบันจำนวนหนึ่งเริ่มใส่ตัวแปรด้าน ‘ความเสี่ยงควอนตัม’ เข้าไปในโมเดลประเมินความเสี่ยงระยะยาวแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยและราคาหน้ากระดาน หลายฝ่ายมองว่าตลาดยัง ‘ตีความความเสี่ยงนี้ต่ำกว่าที่ควร’ อยู่พอสมควร เพราะเชื่อว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทำลายบิตคอยน์ได้จริงยังอยู่อีกไกล
ขณะเดียวกัน ความพยายามแก้โจทย์ ‘ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง’ ของบิตคอยน์ก็กำลังเดินต่อไป หนึ่งในโครงการที่ถูกพูดถึงคือ ‘บิตคอยน์ไฮเปอร์’ เลเยอร์2 ที่ผสาน ‘โซลานา เวอร์ชวลแมชชีน(SVM)’ เข้ากับระบบของบิตคอยน์ โดยชูจุดขายเรื่อง ‘ความเร็วในการประมวลผลธุรกรรม’ และ ‘รองรับสมาร์ตคอนแทรกต์’ ที่บิตคอยน์เลเยอร์1 ทำได้ค่อนข้างจำกัด
โครงการดังกล่าวระดมทุนผ่านรอบพรีเซลล์ไปแล้วราว 32.26ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 487ล้านบาท สะท้อนความสนใจของนักลงทุนช่วงเริ่มต้นว่าอยู่ในระดับสูงพอสมควร แต่ด้วยธรรมชาติของ ‘โทเคนพรีเซลล์’ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและการส่งมอบจริงยังมีมาก และ ‘ราคาในช่วงพรีเซลล์’ ไม่ใช่ตัวรับประกันผลงานหลังขึ้นเทรดบนกระดานซื้อขาย
‘ความคิดเห็น’ การผุดขึ้นของเลเยอร์2 และอินฟราสตรักเจอร์ใหม่ๆ บนบิตคอยน์ แสดงให้เห็นว่า ตลาดกำลังมองบิตคอยน์เกินกว่าแค่ “ทองคำดิจิทัล” แต่เป็นแพลตฟอร์มที่อาจต้องรองรับการใช้งานซับซ้อนกว่านี้ ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยและความสามารถในการรองรับธุรกรรม กลายเป็นจุดโฟกัสหลักในระยะยาว
ท้ายที่สุด บิตคอยน์จึงต้องเผชิญโจทย์ใหญ่สองด้านไปพร้อมกัน ทั้งการ ‘ปกป้องแนวรับ 66,000ดอลลาร์’ ในระยะสั้น และการ ‘รับมือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี’ อย่างคลื่น ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’ และการขยายตัวของเลเยอร์2 ในระยะยาว ไม่ว่าราคาในรอบนี้จะเลือกทิศทางขึ้นหรือลง การถกเถียงเรื่อง ‘ขีดความสามารถการแข่งขันของเครือข่ายบิตคอยน์ในอนาคต’ มีแนวโน้มจะยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดเห็น 0