บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแคบๆ แถว 68,700 ดอลลาร์ (ราว 1.03 ล้านบาท) แต่เม็ดเงินจาก ‘กองทุน ETF บิตคอยน์สpot’ ในสหรัฐกลับไหลเข้าอย่างโดดเด่นกว่า 4.71 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 7,060 ล้านบาท) กลายเป็นแรงพยุงสำคัญของตลาด แม้ราคาจะยังไม่สามารถทะยานขึ้นแรง แต่ ‘สถาบัน’ กำลังทำหน้าที่เป็นกำแพงรับแรงขายอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 6 (เวลาท้องถิ่น) ตามข้อมูลจากโซโซแวลู(SoSoValue) ระบุว่า กองทุน ETF บิตคอยน์สspot ในสหรัฐมียอดเงิน ‘ไหลเข้าสุทธิ’ รวม 471 ล้านดอลลาร์ ภายในวันเดียว ตัวเลขนี้ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ และเป็นสถิติ ‘ยอดเงินไหลเข้ารายวัน’ ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังห่างจากช่วงพีกในเดือนมกราคมที่เคยมียอดไหลเข้าต่อวันทะลุ 700 ล้านดอลลาร์
ตลาดบิตคอยน์ตอนนี้ยังขาด ‘ตัวเร่ง’ สำหรับรอบขาขึ้นเต็มตัว ราคายังพยายามเบรกเหนือ 70,000 ดอลลาร์ แต่ ‘แรงซื้อฝั่งสspot’ ดูไม่หนาแน่นพอ ขณะที่ฝั่งผู้ถือรายใหญ่ยังทยอยขายทำกำไร จนกลายเป็นกำแพงกดดันด้านบน ในภาวะแบบนี้ ‘เม็ดเงินจาก ETF’ จึงทำหน้าที่เป็นผู้เล่นฝั่งซื้อหลัก คอยรับแรงขายและประคองราคาไม่ให้หลุดลงแรง
ด้านภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ (มาโคร) ก็ยังไม่ให้สัญญาณชัดเจนเช่นกัน ข้อมูลจากแพลตฟอร์มพยากรณ์เหตุการณ์โพลีมาร์เก็ต(Polymarket) ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักถึง 98% ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะ ‘คงดอกเบี้ย’ ในการประชุมเดือนเมษายน แทบไม่มีการคาดหวังต่อการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยในระยะสั้น ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินยังไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนราคาหลักในตอนนี้
แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘บิตคอยน์’ กับ ‘นโยบายการเงินโลก’ กำลังแสดงสัญญาณเปลี่ยนไป รายงานล่าสุดของไบนานซ์ รีเสิร์ช(Binance Research) ระบุว่า บิตคอยน์มี ‘ความสัมพันธ์เชิงลบ’ ที่แข็งแกร่งขึ้นมากกับ ‘ดัชนี Global Liquidity Easing’ ซึ่งเป็นดัชนีที่ติดตามกระแสสภาพคล่องของธนาคารกลาง 41 แห่งทั่วโลก
จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่สหรัฐอนุมัติ ‘ETF บิตคอยน์สspot’ อย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้ บิตคอยน์มักจะ ‘ตอบสนองทีหลัง’ ต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เช่น ราคาขยับขึ้นหลังธนาคารกลางอัดฉีดสภาพคล่องไปแล้ว แต่หลังปี 2024 เป็นต้นมา บิตคอยน์กลับเริ่ม ‘ขยับล่วงหน้า’ ราวกับเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนการเปลี่ยนนโยบายล่วงหน้า หรือกลายเป็น ‘ตัวกำหนดราคาเชิงนำ’ มากกว่าจะรอเกาะกระแสทีหลัง ทั้งยังพบว่าความแรงของการกลับทิศในความสัมพันธ์นี้เพิ่มขึ้นราว 3 เท่าเมื่อเทียบกับอดีต
โครงสร้างผู้เล่นในตลาดคือคำอธิบายหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ เดิมทีตลาดถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อย ที่มัก ‘ตามหลัง’ ข้อมูลเศรษฐกิจและการตัดสินใจของธนาคารกลาง แต่เมื่อเม็ดเงินผ่าน ‘กองทุน ETF’ ไหลเข้ามากขึ้น สัดส่วนของ ‘สถาบัน’ ในตลาดบิตคอยน์ก็สูงขึ้นตาม นักลงทุนสถาบันเหล่านี้มักจะ ‘ประเมินล่วงหน้า’ ว่านโยบายจะไปในทิศทางไหน แล้วสร้างสถานะก่อนที่ตัวเลขหรือประกาศอย่างเป็นทางการจะออกมา
ไบนานซ์ รีเสิร์ชให้ ‘ความคิดเห็น’ ว่า บิตคอยน์อาจกำลังเปลี่ยนสถานะ จาก ‘สินทรัพย์ที่วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงมาโคร’ ไปเป็น ‘สินทรัพย์ที่ให้สัญญาณล่วงหน้าด้านราคา’ ต่อการเปลี่ยนนโยบายการเงินโลก
เมื่อมองในมุมนี้ กระแสเงิน ‘ไหลเข้า ETF’ ที่เราเห็นในตอนนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณของแรงซื้อธรรมดา แต่สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างตลาดในระดับลึก หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อไป บิตคอยน์อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนและ ‘ตีความ’ ท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลกก่อนตลาดการเงินแบบดั้งเดิม โดย ETF จะเป็นช่องทางหลักที่เชื่อมโลกสถาบันเข้ากับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ความคิดเห็น 0