สแตรทิจี(MSTR) เดินหน้าซื้อบิตคอยน์(BTC) ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ แต่ตลาดกลับตอบสนองอย่างเย็นชา เหตุผลหลักคือ ‘แรงขาย’ และ ‘การไหลออกของเงินทุน’ ที่มีขนาดใหญ่กว่ากำลังซื้อของบริษัทอย่างชัดเจน ทำให้ราคาบิตคอยน์(BTC) ไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
สแตรทิจี(MSTR) เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 เมษายน (เวลาท้องถิ่น) ว่าได้ใช้เงินราว 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.94 หมื่นล้านวอน) ในการเข้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มอีก 4,871 BTC นับเป็นดีลซื้อขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของปี 2026 แต่ในช่วงก่อนและหลังการประกาศ ราคาบิตคอยน์(BTC) กลับเคลื่อนไหวในเชิงลบ สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของตลาดคริปโตในปัจจุบัน
จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ออนเชน ‘เช็คออนเชน’ การเข้าซื้อครั้งนี้ของสแตรทิจีคิดเป็นเพียงประมาณ 7% ของ ‘ยอดเงินไหลเข้ารวม (gross inflows)’ และราว 9% ของ ‘ยอดเงินไหลเข้าสุทธิ (net flows)’ เท่านั้น โดยตัวเลขยอดเงินไหลเข้ารวมจะสะท้อนเฉพาะฝั่งซื้อ ในขณะที่ยอดเงินไหลเข้าสุทธิจะหักฝั่งขายออก ทำให้เห็นภาพ ‘แรงซื้อ–แรงขาย’ ที่แท้จริง ‘ความคิดเห็น’ แม้สแตรทิจีจะเป็นผู้เล่นสายซื้อที่ต่อเนื่องที่สุดรายหนึ่ง แต่เมื่อมองในมุมโครงสร้างตลาดรวม ก็ยังมีน้ำหนักไม่มากพอจะพลิกทิศราคาด้วยตัวเอง
อิทธิพลของสแตรทิจีต่อราคาเคยพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2024 เมื่อความต้องการซื้อสะสมของบริษัททะลุ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่บิตคอยน์(BTC) ทะลุระดับ 100,000 ดอลลาร์ในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม ภายหลังปริมาณการซื้อเริ่มกลับเข้าสู่กรอบ “ปกติ” ในช่วงราว 1,000–4,000 ล้านดอลลาร์ และในรอบ 30 วันที่ผ่านมา มูลค่าซื้อสะสมอยู่ที่ราว 2.8 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น สะท้อนภาพว่า ‘น้ำหนัก’ ของสแตรทิจีต่อโครงสร้างตลาดโดยรวมลดลงจากจุดพีกในอดีต
ในอีกด้านหนึ่ง แรงกดดันสำคัญที่ถาโถมใส่ราคาบิตคอยน์(BTC) มาจากฝั่ง ‘ผู้ถือระยะยาว (Long-Term Holders, LTH)’ ปริมาณเหรียญที่ถูกถือครองเกิน 155 วันขึ้นไปซึ่งเริ่มมีการเคลื่อนไหว มีมูลค่ารวมราว 2.85 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ‘ซัพพลายที่ถูกปลุกให้ตื่น (revived supply)’ หรือเหรียญที่เดิมถูกแช่ทิ้งไว้เกิน 1 ปีแต่กลับมาถูกย้ายหรือขายในช่วงหลัง มีมูลค่ารวมราว 9,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่ากลุ่มนักลงทุนระยะยาวกำลังทยอยนำเหรียญออกมาทำกำไร กดดันให้ฝั่งอุปทานในตลาดหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ฝั่งสถาบันเองก็มีทั้งด้านบวกและด้านที่กดดันราคาเช่นกัน กองทุน ETF บิตคอยน์สpot ในสหรัฐสามารถดึงดูดเงินทุนไหลเข้าได้ราว 1,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา แต่ในระยะเวลาเดียวกัน ฝั่งนักขุด (miners) ปล่อยเหรียญออกสู่ตลาดคิดเป็นมูลค่าราว 880 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน เพิ่มภาระด้านอุปทานให้สูงขึ้นไปอีก
เมื่อรวมกับ ‘เงินทุนไหลออก’ ขนาดใหญ่ ภาพรวมยิ่งชัดเจนมากขึ้น มูลค่าตลาดบิตคอยน์ตามราคาต้นทุนที่ถูกขายจริง (Realized Market Cap) ลดลงประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วันนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนว่ามีการขายทำกำไรและโยกย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่ามิเปิดสถานะ (open interest) ของไอเชียร์ส บิตคอยน์ ETF(IBIT) ของแบล็คร็อก ลดลงมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าความร้อนแรงของกระแสเก็งกำไรผ่านผลิตภัณฑ์อนุพันธ์และ ETF เบาบางลงอย่างชัดเจน
เมื่อเปรียบเทียบขนาดแล้ว การไหลออกของเงินทุนระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์นี้มีขนาดใหญ่กว่ากำลังซื้อของสแตรทิจี(MSTR) อย่างท่วมท้น ต่อให้บริษัทเดินหน้าซื้อบิตคอยน์(BTC) ด้วยวงเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อรอบ ก็ยังไม่พอจะหักล้างแรงขายและการถอนทุนระดับระบบได้
ในภาพรวมจึงเห็นได้ว่า แม้จะมี ‘ผู้ซื้อรายใหญ่’ อย่างสแตรทิจีเข้าสะสมบิตคอยน์(BTC) อย่างหนัก แต่ตลาดกลับถูกกดด้วยแรงขายจากผู้ถือระยะยาว การเทขายทำกำไร และเงินทุนที่ไหลออกจากผลิตภัณฑ์ลงทุนสถาบัน การพึ่งพาอุปสงค์จากบริษัทเดียวหรือผู้เล่นกลุ่มเล็กๆ จึงไม่เพียงพอที่จะดันราคาให้กลับขึ้นอย่างยั่งยืน ‘ความคิดเห็น’ ตลาดจำเป็นต้องเห็นกระแสเงินใหม่ในระดับมหภาคจึงจะเปลี่ยนทิศได้อย่างแท้จริง
สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดบิตคอยน์(BTC) จึงอยู่ในภาวะที่ปัจจัยบวกอย่างการขยายตัวของดีมานด์ฝั่งสถาบัน เดินหน้าเคียงคู่ไปกับแรงขายจากผู้ถือระยะยาวและฝั่งนักขุดซึ่งเร่งทำกำไร ช่วงสั้นๆ นี้ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าความ ‘ไม่สมดุลของอุปสงค์–อุปทาน’ จะยังเป็นตัวแปรหลักกำหนดทิศทางราคา ขณะที่ตลาดต้องจับตาว่า ‘เงินใหม่’ จะกลับเข้ามาเติมเมื่อใด และแรงขายจาก LTH จะเริ่มผ่อนลงตอนไหน จึงจะเปิดทางให้บิตคอยน์(BTC) กลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอย่างเต็มตัวอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0