บิตคอยน์(BTC) พุ่งทะลุ 74,000 ดอลลาร์ ทำจุดสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์ ตามกระแสมุมมองเชิงบวกที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ขณะเดียวกัน โครงสร้างในตลาดอนุพันธ์เริ่มกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญ ที่อาจทำให้ความผันผวนของราคาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับราคา ‘75,000 ดอลลาร์’ และช่วงต้นของ ‘80,000 ดอลลาร์’ กำลังถูกจับตาเป็นโซนสำคัญระยะสั้นของบิตคอยน์(BTC)
ในตลาดอนุพันธ์ นักวิเคราะห์มองว่าโซน 75,000 ดอลลาร์ และช่วง 80,000 ดอลลาร์ต้น ๆ เป็นระดับราคาหลักที่อาจขยายการเคลื่อนไหวของราคาให้รุนแรงขึ้น ‘โครงสร้างแกมมา’ ของตลาดออปชันประกอบกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) สำคัญหลายเส้น ถูกมองว่าจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดแรงซื้อ-ขายแบบฉับพลัน หากราคาวิ่งเข้าใกล้ระดับดังกล่าว
‘75,000 ดอลลาร์’ ถูกมองเป็นจุด ‘ปลดล็อกความผันผวน’ ในตลาดอนุพันธ์บิตคอยน์(BTC) ข้อมูลจากเดริบิต(Deribit) ระบุว่า แถบราคานี้เป็นโซนที่ดีลเลอร์จำนวนมากอยู่ในสถานะ ‘เนกาทีฟแกมมา (Negative Gamma)’ อย่างชัดเจน
‘แกมมา’ คือค่าที่บอกว่าดีลเลอร์ต้องปรับขนาดการเฮดจ์เร็วแค่ไหน เมื่อราคา ‘สินทรัพย์อ้างอิง’ อย่างบิตคอยน์(BTC) เปลี่ยนแปลง หากดีลเลอร์ถือสถานะ ‘ลองแกมมา (Positive Gamma)’ พวกเขามักจะซื้อเมื่อราคาลง และขายเมื่อราคาขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนถูกกดทอนลง แต่ในภาวะ ‘เนกาทีฟแกมมา’ กลไกจะกลับด้าน คือมีแนวโน้ม ‘ไล่ซื้อ’ เมื่อราคาขึ้น และ ‘เทขายเพิ่ม’ เมื่อราคาลง ทำให้การแกว่งตัวของราคายิ่งรุนแรง
เมื่อบิตคอยน์(BTC) เคลื่อนตัวเข้าใกล้โซน 75,000 ดอลลาร์ ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็อาจไปกระตุ้นดีลเลอร์ให้ต้องปรับสถานะเฮดจ์แบบต่อเนื่อง นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความผันผวน หากราคาทะลุขึ้นอย่างชัดเจน แรงซื้ออาจไหลเข้าตามน้ำและขยายกลายเป็น ‘รันอัพ’ รอบใหม่ ในทางกลับกัน หากถูกขายกดลงจากโซนนี้ แรงเทขายอาจเร่งตัวและทำให้การปรับฐานลึกกว่าที่คาด ‘ความคิดเห็น’ นักเทรดบางส่วนมองว่า 75,000 ดอลลาร์จึงไม่ใช่แค่แนวต้านปกติ แต่เป็นจุดที่พฤติกรรมของดีลเลอร์สามารถเปลี่ยนบรรยากาศทั้งตลาดได้ในเวลาไม่นาน
ด้านเทคนิค 75,000 ดอลลาร์ยังทับซ้อนกับโซนของ ‘เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน’ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นแนวต้านแข็งแกร่งเมื่อต้นปี ก่อนที่บิตคอยน์(BTC) จะถูกขายลงมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วงลงสู่ช่วง 60,000 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา ระดับนี้จึงกลายเป็นทั้ง ‘แนวต้านทางเทคนิค’ และ ‘จุดเปลี่ยนเชิงจิตวิทยา’ สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก
ถัดจากนั้น ช่วงราคา ‘80,000–80,600 ดอลลาร์’ ถูกระบุเป็นโซนสำคัญลำดับถัดไป ซึ่งอาจทำให้โมเมนตัมขาขึ้นของบิตคอยน์(BTC) เริ่มชะลอลง ในกรอบราคานี้ ดีลเลอร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเปลี่ยนมาอยู่ในสถานะ ‘พลัสแกมมา (Positive Gamma)’ มากขึ้น ทำให้กลยุทธ์การเทรดมีลักษณะ ‘ซื้อเมื่อย่อตัว – ขายเมื่อดีดสูง’ ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มแกว่งในกรอบมากกว่าจะเร่งตัวขึ้นต่อ
จุดราคา ‘80,525 ดอลลาร์’ ยังมีความสำคัญเชิงประวัติราคา เพราะเคยเป็นระดับที่การปรับฐานขาลงหยุดลงชั่วคราว ก่อนที่บิตคอยน์(BTC) จะใช้เวลาประมาณสองเดือนรีบาวด์ขึ้นต่อ จนเกือบแตะ 100,000 ดอลลาร์ เหตุการณ์ลักษณะนี้มักถูกมองว่าเป็น ‘จุดเปลี่ยนแนวโน้ม (Inflection Point)’ และมีโอกาสสูงที่จะถูกทดสอบซ้ำในฐานะ ‘แนวต้าน’ หากราคากลับขึ้นมาถึงบริเวณเดิมอีกครั้ง
ในภาพระยะยาว เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งเป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญ ปัจจุบันอยู่แถว 87,519 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาบิตคอยน์(BTC) ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับดังกล่าว ‘คำ’ นี่สะท้อนว่าการกลับเข้าสู่ภาวะ ‘ตลาดกระทิงแบบยั่งยืน’ ยังไม่ได้รับการยืนยันเต็มรูปแบบ และโครงสร้างตลาดระยะยาวยังต้องการเวลาในการฟื้นตัวมากกว่านี้
ในระยะสั้น ทิศทางของบิตคอยน์(BTC) ถูกมองว่าขึ้นอยู่กับการ ‘ยืนเหนือหรือทะลุ 75,000 ดอลลาร์’ ได้อย่างมั่นคงหรือไม่ หากผ่านและยืนได้ การทดสอบช่วงต้นของโซน 80,000 ดอลลาร์จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น ส่วนในแถบ 80,000 ดอลลาร์จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าแรงซื้อยังพอจะผลักดันให้ราคารันต่อได้ หรือจะเริ่มเข้าสู่เฟสสะสมในกรอบราคา
เมื่อโครงสร้างในตลาดออปชันและฟิวเจอร์สเข้ามามีบทบาทมากขึ้น นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเตือนว่า การเคลื่อนไหวของบิตคอยน์(BTC) จากนี้อาจมีลักษณะ ‘แกว่งแรงและเร็ว’ กว่าช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับทั้ง ‘ระดับราคาเชิงเทคนิค’ และ ‘สถานะของดีลเลอร์ในตลาดอนุพันธ์’ ควบคู่กันไปในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในรอบนี้
ความคิดเห็น 0