การขยายตัวของ ‘ดีไฟ’ ยังเดินหน้าได้ช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาด แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินบนบล็อกเชนจะพัฒนาไปมากแล้วก็ตาม โดยรายงานล่าสุดของ ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) ระบุว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การขาดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นเรื่องประสบการณ์ใช้งานที่ซับซ้อนและอัตราการกลับมาใช้งานซ้ำที่ยังต่ำ พร้อมชี้ว่า “execution layer” ที่ช่วยซ่อนความยุ่งยากของเชนและค่าก๊าซ อาจเป็นกุญแจสำคัญของการผลักดัน ‘ดีไฟ’ สู่ผู้ใช้วงกว้าง ขณะเดียวกัน รายงานยังยก defi.app เป็นกรณีศึกษาสำคัญที่เริ่มสร้างแรงดึงดูดได้จริง แต่ความยั่งยืนในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์อย่าง Rocket Perps และความน่าเชื่อถือของกลไกซื้อคืนโทเคน
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ TokenPost ที่อ้างอิงบทวิเคราะห์จาก ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) ระบุว่า ตลาด ‘ดีไฟ’ ในวันนี้มีบริการหลักค่อนข้างครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสวอป การกู้ยืม การฝากสินทรัพย์ หรืออนุพันธ์ แต่แอปที่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ง่ายในชีวิตประจำวันยังมีไม่มากนัก แม้อีเธอเรียม(ETH) จะเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2015 และช่วยให้โลกการเงินแบบออนเชนจำลองฟังก์ชันของการเงินดั้งเดิมได้อย่างรวดเร็ว ทว่าในมุมของผู้ใช้ทั่วไป ความสะดวกกลับไม่ได้พัฒนาตามไปมากนัก
รายงานมองว่า อุปสรรคสำคัญของ ‘ดีไฟ’ คือ ‘ความไม่สะดวก’ มากกว่าการไม่มีฟังก์ชันใช้งาน ตัวเลขจากผลสำรวจของคอนเซนซิสและ YouGov ในปี 2023 ที่รายงานอ้างถึงพบว่า 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยได้ยินเรื่องคริปโตแล้ว แต่มีเพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าคุ้นเคยกับเว็บ3หรือดีไฟจริง ๆ ขณะที่ผลสำรวจของ 1inch ก็สะท้อนภาพคล้ายกัน โดยผู้ใช้งานระบุว่าปัญหาหลักคือค่าก๊าซ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ธุรกรรมที่ล่าช้า และความยุ่งยากของการโอนข้ามเชนหรือบริดจ์
ในมุมนี้ ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) เห็นว่าการเปรียบเทียบ ‘ดีไฟ’ กับฟินเทคแบบดั้งเดิมต้องแยกให้ชัด โรบินฮูด(HOOD) ประสบความสำเร็จจากการทำให้การซื้อขายหุ้นบนมือถือเป็นเรื่องง่าย แต่ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบทำให้ไม่สามารถให้บริการ self-custody ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจสูงมาก หรือบริการสร้างผลตอบแทนแบบไร้การอนุญาตได้เต็มรูปแบบ ตรงข้ามกับ ‘ดีไฟ’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ความต้องการในลักษณะนี้ยังมีอยู่สูง ดังนั้น เป้าหมายของ execution layer จึงไม่ใช่การลอกแบบโรบินฮูด แต่คือการนำประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลระดับเดียวกันมาใส่ในตลาดที่ฟินเทคทั่วไปเข้าไม่ถึง
ก่อนหน้านี้ก็มีหลายแพลตฟอร์มพยายามแก้โจทย์นี้แล้ว เช่น เซริออน และ แซปเปอร์ ที่ต้องการรวมสินทรัพย์และสถานะการลงทุนบนเชนไว้ในแดชบอร์ดเดียว หรือ อินสตาแดป ที่ใช้โครงสร้าง account abstraction เพื่อลดความยุ่งยากของการใช้งานหลายเชน แต่รายงานระบุว่าความพยายามเหล่านี้ยังไม่สามารถสร้าง ‘วงจรการกลับมาใช้งานซ้ำ’ ที่ยั่งยืนได้ เมื่อรางวัลโทเคนหรือระบบแต้มลดลง ผู้ใช้ก็ทยอยหายไปอย่างรวดเร็ว สะท้อนว่าการลดอุปสรรคทางเทคนิคกับการทำให้คนเปิดแอปกลับมาใช้ทุกวันเป็นคนละเรื่องกัน
ด้วยเหตุนี้ รายงานจึงสรุปว่า execution layer ที่ประสบความสำเร็จในตลาด ‘ดีไฟ’ ควรมี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การลดแรงเสียดทานในการใช้งานจนผู้ใช้แทบไม่ต้องรับรู้เรื่องเชน ค่าก๊าซ หรือบริดจ์, การสร้างลูปการใช้งานซ้ำแม้ไม่มีแรงจูงใจระยะสั้น, และการให้บริการแบบ ‘คริปโตเนทีฟ’ ที่ฟินเทคดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ เช่น self-custody หรือผลิตภัณฑ์เลเวอเรจสูง
ในรายงาน defi.app ถูกยกให้เป็นตัวอย่างที่เข้าใกล้เงื่อนไขดังกล่าวมากที่สุด บริการนี้เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และรวมฟังก์ชันสวอป, Earn และ Perps ไว้ในอินเทอร์เฟซเดียว พร้อมใช้ smart account บนมาตรฐาน EIP-4337 เพื่อทำ ‘การซ่อนค่าก๊าซ’ ผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมโทเคนสำหรับจ่ายค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการทำธุรกรรมข้ามระบบนิเวศของอีเธอเรียม(ETH) และโซลานา(SOL) ผ่านการจัดเส้นทางภายในแพลตฟอร์ม โดยเบื้องหลังอาศัยสภาพคล่องจากผู้ให้บริการอย่าง 1inch และ Jupiter
ตัวเลขการเติบโตในช่วงแรกถือว่าน่าสนใจ รายงานระบุว่า defi.app ทำยอดปริมาณซื้อขายสะสมได้ 44,000 ล้านดอลลาร์ และมีผู้สมัครใช้งานสะสม 1.06 ล้านรายหลังเปิดตัว ส่วนจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนอยู่ที่ราว 30,000 ถึง 40,000 ราย และผู้ใช้งานรายวันเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000% จากช่วงเริ่มต้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอินเทอร์เฟซแบบซ่อนความซับซ้อนของ ‘ดีไฟ’ ช่วยให้การดึงผู้ใช้ใหม่ทำได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่รายงานก็เตือนว่า นี่เป็นเพียงหลักฐานของแรงดึงดูดช่วงแรก ยังไม่ใช่เครื่องยืนยันการเติบโตระยะยาว
อีกจุดที่รายงานจับตาอย่างมากคือ ‘Rocket Perps’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุที่ให้เลเวอเรจสูงถึง 1,000 เท่า และผสานองค์ประกอบเกมอาร์เคดสไตล์พิกเซลอาร์ตเข้ามา ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับหน้าจอในลักษณะคล้ายเกม เก็บ XP และนำไปใช้รับรางวัลเป็นโทเคน HOME ได้ ระบบนี้ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานของ Aark Digital ทำให้การเปิดสถานะเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอจับคู่คำสั่งแบบดั้งเดิม
“ความคิดเห็น” จุดที่ทำให้ Rocket Perps น่าสนใจไม่ใช่แค่เลเวอเรจระดับสูง แต่คือการออกแบบให้ ‘ดีไฟ’ มีแรงกระตุ้นเชิงพฤติกรรมคล้ายเกม ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่โปรโตคอลการเงินแบบเดิมมักมองข้าม เพราะผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้กลับมาใช้งานเพียงเพราะต้องการเครื่องมือทางการเงิน แต่กลับมาเพราะมีความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมซ้ำ ๆ
ข้อมูลช่วงเริ่มต้นของ Rocket Perps ก็สะท้อนความเป็นไปได้นี้ ระหว่างวันที่ 13 ถึง 28 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นช่วง soft launch มีผู้ใช้ 264 ราย สร้างปริมาณซื้อขายรวมมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ แม้จำนวนผู้ใช้ยังน้อยและน่าจะเป็นกลุ่มเทรดเดอร์ที่รับความเสี่ยงสูงเป็นหลัก แต่รายงานมองว่าตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจสูงยังเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในตลาดคริปโต และเป็นสิ่งที่ฟินเทคภายใต้ข้อกำกับทั่วไปไม่อาจให้บริการได้ง่าย
ด้านโมเดลรายได้ Rocket Perps ใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตลาดอนุพันธ์แบบกระจายศูนย์ทั่วไป โดยเก็บ 4% ของมาร์จินเมื่อเปิดสถานะ และอาจเรียกเก็บสูงสุดถึง 50% ของกำไรเมื่อปิดทำกำไร อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่าโครงสร้างนี้ถูกเชื่อมกับกลไกซื้อคืนโทเคน HOME เพราะ 80% ของรายได้ทั้งแพลตฟอร์มจะถูกนำไปใช้ซื้อคืนตามมติการกำกับดูแล DIP-004 ทำให้ค่าธรรมเนียมไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงต้นทุนของผู้ใช้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบหมุนเวียนมูลค่ากลับสู่โทเคน
รายงานยังยกตัวอย่าง ไฮเปอร์ลิควิด(HYPE) ซึ่งใช้รายได้ค่าธรรมเนียม 97% สำหรับการซื้อคืนโทเคน HYPE และสามารถตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวได้แบบออนเชนทันที จุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะความโปร่งใสช่วยลดแรงต้านของตลาดต่อค่าธรรมเนียมที่สูงได้ หากผู้ใช้และนักลงทุนมองเห็นชัดเจนว่าแพลตฟอร์มทำตามคำมั่นจริง ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) จึงมองว่า หาก defi.app ยกระดับความโปร่งใสได้ใกล้เคียงกัน ก็อาจสร้างวงจรการเติบโตที่แข็งแรงได้
อย่างไรก็ดี ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ประเด็นแรกคือคุณภาพของ ‘รีเทนชัน’ หรือการรักษาผู้ใช้ไว้ในระบบ ปัจจุบันผู้ใช้ชุดแรกของ Rocket Perps ยังเป็นกลุ่มเฉพาะที่ตั้งใจเข้ามาเทรดเลเวอเรจระดับสูงอยู่แล้ว จึงอาจไม่สะท้อนพฤติกรรมของผู้ใช้ทั่วไป หลังเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ตลาดจะจับตาว่าแพลตฟอร์มนี้สามารถขยายฐานผู้ใช้รายเดือนให้กว้างขึ้นได้หรือไม่ และที่สำคัญคือจะรักษาผู้ใช้เหล่านั้นไว้ได้แค่ไหนโดยไม่ต้องพึ่งแรงจูงใจระยะสั้นตลอดเวลา
อีกประเด็นคือการสร้างกรอบความเชื่อมั่น รายงานเปรียบเทียบว่าโรบินฮูด(HOOD) เคยเจอข้อจำกัดจากการเติบโตที่พึ่งพาการซื้อขายมากเกินไปหลังยุคหุ้นมีม ก่อนหันไปเสริมบริการด้านบัตร ระบบธนาคาร และฟีเจอร์โซเชียลเพื่อเพิ่มเหตุผลในการกลับมาใช้งานที่ไม่ผูกอยู่กับการเทรดเพียงอย่างเดียว ในกรณีของ defi.app รายงานมองว่า หากยังอาศัยเฉพาะการเทรดความเสี่ยงสูง ก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างการใช้งานระยะยาว ผู้ใช้ต้องรู้สึกว่าแพลตฟอร์มนี้เป็นที่ที่สามารถบริหารสินทรัพย์ได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่เป็นเพียงสนามเก็งกำไร
ด้านผลประกอบการ รายงานระบุว่า defi.app ทำรายได้จากการเทรดราว 4 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 ปี 2025 และมีรายรับรายเดือนประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ช่วยยืนยันว่าระบบมีรายได้จริง แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือ รายได้นั้นถูกนำไปซื้อคืน HOME จริงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ เพราะในอดีต ตลาดคริปโตเคยมีหลายกรณีที่โครงการสัญญาจะซื้อคืนโทเคนแต่ไม่สามารถพิสูจน์การดำเนินการได้อย่างชัดเจน รายงานจึงเสนอว่า defi.app ควรเปิดเผยกระเป๋าเงินที่ใช้ดำเนินการและมีแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์เพื่อให้ตรวจสอบได้
ท้ายที่สุด รายงานสรุปว่า ‘ดีไฟ’ ไม่ได้ขาดเครื่องมือทางการเงินอีกต่อไป แต่ยังขาดชั้นการใช้งานที่ทำให้ผู้คนอยากกลับมาใช้ทุกวัน defi.app จึงถูกมองเป็นหนึ่งในตัวแทนสำคัญของความพยายามอุดช่องว่างนี้ ผ่านอินเทอร์เฟซที่ซ่อนความซับซ้อนของค่าก๊าซและบริดจ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์อย่าง Rocket Perps ที่สร้างแรงจูงใจในการใช้งานซ้ำ และโมเดลซื้อคืน HOME ที่พยายามเชื่อมรายได้แพลตฟอร์มเข้ากับมูลค่าโทเคน
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า ‘ดีไฟ’ จะก้าวจากการดึงผู้ใช้ระยะสั้นไปสู่การสร้างพฤติกรรมใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริงหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับทั้งตัวเลขรีเทนชันหลังเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ และความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นผ่านข้อมูลออนเชนที่ตรวจสอบได้ หากทำได้สำเร็จ การแข่งขันรอบต่อไปของ ‘ดีไฟ’ อาจไม่ใช่เรื่องการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อีกแล้ว แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ที่เรียบง่ายพอให้คนทั่วไปใช้ได้ และน่าสนใจพอที่จะทำให้พวกเขากลับมาใช้อีกในทุกวัน
ความคิดเห็น 0