งาน WebX Day 1 ที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่นสะท้อนชัดว่า ‘คริปโต’ ในญี่ปุ่นกำลังขยับจากภาพของตลาดเก็งกำไร ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่เชื่อมกับนโยบาย ภาคการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานการใช้งานจริงมากขึ้น โดยจากรายงานภาคสนามของ 엑시리스트(Exilist) งานนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสเหรียญร้อนแรงหรือโปรเจกต์สายชุมชนเป็นหลัก แต่ถูกนำโดยประเด็นอย่าง ‘สเตเบิลคอยน์’ เยน การเงินแบบโทเคนไนซ์ ตลาดซื้อขายที่เป็นมิตรต่อกฎระเบียบ และการเข้ามาของสถาบันการเงินดั้งเดิม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางของตลาด Web3 ในเกาหลีใต้และเอเชียโดยรวม
บรรยากาศในงานใกล้เคียงกับนิทรรศการอุตสาหกรรมที่ภาคการเงิน ภาครัฐ และภาคเทคโนโลยีร่วมกันวางโครงสร้าง มากกว่าจะเป็นงานคอนเฟอเรนซ์คริปโตสไตล์ตะวันตก ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น ขณะที่ผู้เข้าร่วมจากชาติตะวันตกมีจำนวนค่อนข้างจำกัด และในกลุ่มต่างชาติกลับพบผู้เข้าร่วมจากเกาหลีใต้โดดเด่นกว่า ภาพนี้สะท้อนว่า แม้ WebX จะถูกวางตำแหน่งเป็นงาน Web3 ใหญ่ของเอเชีย แต่แกนหลักของงานยังคงอยู่ที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก
โครงสร้างของวาระงานก็ส่งสารไปในทิศทางเดียวกัน ช่วงเปิดงานมีทั้งคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รวมถึงคีย์โน้ตจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และดิจิทัล จากนั้นจึงต่อด้วยเซสชันที่เน้นกลยุทธ์บล็อกเชนของเมกะแบงก์ญี่ปุ่นทั้ง 3 แห่ง นโยบายการเงินบนบล็อกเชน หลักทรัพย์โทเคนไนซ์ ‘สเตเบิลคอยน์’ เยน ระบบชำระเงินยุคใหม่ คริปโต ETF และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SBI ภาพรวมจึงชัดเจนว่า ญี่ปุ่นกำลังใช้เวทีแบบนี้เพื่อตอบคำถามว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกดึงเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักได้ลึกแค่ไหน มากกว่าจะมองเป็นเพียงงานของคริปโตเท่านั้น
ความต่างระหว่างโซนบูธกับห้องเซสชันก็เห็นได้ชัด พื้นที่บูธมีบรรยากาศค่อนข้างสบาย เปิดให้สตาร์ตอัปและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมได้พูดคุยกันอย่างอิสระ แต่รูปแบบโดยรวมไม่ได้เน้นความหวือหวาเหมือนบางงานในเกาหลีใต้ที่ใช้โครงสร้างขนาดใหญ่หรือของแจกมูลค่าสูงเพื่อดึงคนเข้าบูธ หลายบูธใน WebX เลือกใช้เอกสาร แผ่นพับ และข้อมูลบริษัทที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ เน้นความชัดเจนในการอธิบายมากกว่าการสร้างสีสัน
ในทางกลับกัน ห้องเซสชันมีบรรยากาศจริงจังกว่ามาก ผู้เข้าร่วมจำนวนไม่น้อยดูเป็นกลุ่มผู้จัดการระดับกลางหรือผู้รับผิดชอบเชิงปฏิบัติการที่นั่งฟังจนจบ หลายเซสชันมีผู้เข้าร่วมเกือบเต็มห้อง สิ่งนี้บ่งชี้ว่าผู้เล่นหลักในตลาด Web3 ญี่ปุ่นไม่ได้มาเพียงเพื่อสำรวจเทรนด์ แต่กำลังประเมินโอกาสทางธุรกิจ การปรับตัวตามกฎระเบียบ และความเป็นไปได้ของความร่วมมือกับสถาบันในระบบเดิมอย่างจริงจัง
เมื่อดูจากองค์ประกอบของบูธ ภาพของตลาดญี่ปุ่นยิ่งชัดขึ้น แพลตฟอร์มซื้อขายที่เป็นมิตรต่อกฎระเบียบอย่าง บิตฟลายเออร์ และ บิตแบงก์ มีตัวตนเด่นชัด ขณะที่ฝั่งสถาบันการเงินดั้งเดิมอย่าง SBI Holdings ก็สร้างอิทธิพลได้มาก นอกจากนี้ยังมีบูธของโครงการ ‘สเตเบิลคอยน์’ เยนหลายราย เช่น JPYC และ JPYSC จนเห็นได้ว่าการแข่งขันเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินและการชำระบัญชีดิจิทัลเริ่มเป็นรูปธรรมแล้ว
ในทางตรงกันข้าม ธีมแบบคริปโตเนทีฟอย่าง DeFi, NFT, เกมบล็อกเชน หรือมีมคอยน์ กลับไม่ได้ยืนอยู่แถวหน้า แม้จะยังมีบางโปรเจกต์ที่ถูกพูดถึง แต่โปรเจกต์ที่เด่นกว่ากลับเป็นกลุ่มที่เน้นแนวทางสอดรับกับกฎเกณฑ์ เช่น ริปเปิล(XRP), อวาแลนช์(AVAX) และแคนตัน ตามการประเมินของ 엑시리스트(Exilist) แกนกลางของ Web3 ญี่ปุ่นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครดู “คริปโต” มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างธุรกิจจริงภายใต้กรอบกำกับดูแลและความร่วมมือกับภาคการเงินได้มากกว่า
หนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ SBI ซึ่งในงานไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสถาบันการเงินที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นผู้เล่นที่กำลังผลักดันพอร์ตธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ครอบคลุมทั้งธุรกิจตลาดซื้อขาย ‘สเตเบิลคอยน์’ เยน การเงินแบบโทเคนไนซ์ และโครงสร้างพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายฝ่ายมองว่า หาก Web3 ในญี่ปุ่นขยายตัวในระบบสถาบันมากขึ้น SBI มีโอกาสสูงที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำหลัก
แม้ SBI จะไม่ได้มีอำนาจแบบธนาคารยักษ์ใหญ่ดั้งเดิมอย่างมิตซูบิชิ UFJ, SMBC หรือมิสึโฮ แต่จุดนี้เองอาจทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการปรับโครงสร้างธุรกิจผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและ Web3 มากกว่า หากใช้เกณฑ์ว่า “ใครสามารถสร้างโมเดลธุรกิจจริงในกรอบที่เป็นมิตรต่อกฎระเบียบได้” SBI ดูจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในงานครั้งนี้
อีกประเด็นที่โดดเด่นมากคือการปรากฏตัวของ ‘สเตเบิลคอยน์’ เยน บูธของ JPYC และ JPYSC ไม่ได้เป็นเพียงการโปรโมตโปรเจกต์ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นด่านหน้าของการเปลี่ยนผ่านเชิงอุตสาหกรรมจริง ๆ สิ่งนี้มีนัยสำคัญต่อเกาหลีใต้ไม่น้อย เพราะแม้ตลาดเกาหลีใต้จะยังแข็งแรงในด้านสภาพคล่องของตลาดซื้อขาย การมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายย่อย และความเร็วของการขยายตัวในชุมชน แต่ในมิติของ ‘สเตเบิลคอยน์’ ที่สอดรับกับกฎระเบียบและการเข้ามาของภาคการเงิน ญี่ปุ่นอาจกำลังก้าวนำอยู่หนึ่งจังหวะ
หากทิศทางนี้ดำเนินต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ที่ภายในไม่กี่ปี งานอย่าง Korea Blockchain Week หรือ KBW อาจเริ่มมีบูธของ ‘สเตเบิลคอยน์’ วอนเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เราอาจได้เห็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินเทค และตลาดซื้อขายในเกาหลีใต้นำเสนอโซลูชันด้านการชำระเงินและชำระบัญชีดิจิทัลบนฐานสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น ในแง่นี้ ‘สเตเบิลคอยน์’ เยนไม่ได้เป็นเพียงการทดลองของญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนอนาคตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาค
เหตุผลที่โปรเจกต์คริปโตเนทีฟจำนวนมากไม่ได้ขึ้นมาอยู่หน้าเวที ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างตลาดของญี่ปุ่นเอง ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มีเกณฑ์เข้มงวดทั้งในด้านการลิสต์เหรียญและการขยายบริการ การทำการตลาดแรง ๆ หรือมีชุมชนขนาดใหญ่ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเหมือนบางประเทศ สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสามารถในการสร้างพันธมิตร และความสอดคล้องกับกฎระเบียบของภาครัฐและสถาบันการเงิน
นั่นหมายความว่า หากโปรเจกต์ Web3 ต้องการอยู่รอดในญี่ปุ่น การส่งสารว่า “เรากำลังมาแรง” อาจไม่เพียงพอ แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่า “เราสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินได้ และมีกรณีใช้งานทางธุรกิจจริง” นี่อาจเป็นเหตุผลเดียวกันที่งานฝั่งอีเวนต์ย่อยหรือไซด์อีเวนต์มีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับบางประเทศที่เน้นสร้างกระแสนอกงาน ญี่ปุ่นดูจะให้ความสำคัญกับการสร้างความน่าเชื่อถือภายในงานมากกว่า
สำหรับเกาหลีใต้ ภาพจาก WebX Day 1 บ่งชี้ว่าตลาด Web3 อาจค่อย ๆ เดินไปสู่ตรรกะแบบเดียวกัน ที่ผ่านมา ตลาดเกาหลีใต้มักถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยอย่างโอกาสลิสต์ในตลาดซื้อขาย เสียงตอบรับของชุมชน ปริมาณการพูดถึงจากอินฟลูเอนเซอร์ และความผันผวนของราคา แต่หาก ‘สเตเบิลคอยน์’ วอน หลักทรัพย์โทเคนไนซ์ กฎหมายพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ระบบรับฝากสำหรับสถาบัน และการเข้ามาของธนาคารกับบริษัทหลักทรัพย์เกิดขึ้นจริง คำถามหลักของตลาดก็จะเปลี่ยนไป
ในระยะถัดไป ความสามารถในการทำการตลาดเสียงดังอาจสำคัญน้อยลง เมื่อเทียบกับความสามารถในการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจริง ความได้เปรียบอาจอยู่ที่การเชื่อมกับธนาคาร การทำงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ การเข้าไปอยู่ในระบบชำระเงิน การชำระบัญชี การรับฝาก และการโทเคนไนซ์ รวมถึงความสามารถในการอธิบายผลิตภัณฑ์ด้วยภาษาที่สถาบันเข้าใจได้ งาน WebX Day 1 จึงเปรียบเหมือนภาพตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ก่อนแล้ว
อีกจุดที่น่าสนใจคือรูปแบบการสื่อสารกับมวลชน ญี่ปุ่นเลือกเชิญอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลกึ่งคนดังมาสร้างคอนเทนต์เชิงประสบการณ์เกี่ยวกับงาน แม้เนื้อหาจำนวนมากจะไม่ได้ลงลึกเชิงเทคนิคหรือวิเคราะห์อุตสาหกรรมอย่างจริงจัง แต่กลับเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ดี วิธีนี้สะท้อนว่า เมื่อ Web3 เริ่มหลุดพ้นจากการเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะของผู้ใช้คริปโต การสื่อสารก็ต้องขยายไปสู่สถาบันการเงิน บริษัทใหญ่ ผู้บริโภคทั่วไป สื่อดั้งเดิม และอินฟลูเอนเซอร์กระแสหลักมากขึ้น
เกาหลีใต้เองก็อาจต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน เพราะการพึ่งพาช่องทางอย่าง Telegram, X หรือ KOL สายคริปโตเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในการอธิบายการขยายตัวสู่ระบบสถาบัน เมื่อฐานผู้ใช้งานกว้างขึ้น ภาษาของการสื่อสารก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม
โดยสรุป WebX Day 1 เป็นงานที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ ‘คริปโต’ กลายเป็น ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ในระบบ มากกว่าการปลุกกระแสเก็งกำไร รัฐบาลยืนอยู่แถวหน้า สถาบันการเงินอยู่ตรงกลาง ขณะที่ตลาดซื้อขายและ ‘สเตเบิลคอยน์’ เยนถูกวางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง ส่วนโปรเจกต์คริปโตเนทีฟก็พยายามหาตำแหน่งที่สอดคล้องกับกฎระเบียบให้มากขึ้น
แม้ตลาดเกาหลีใต้ยังคงเคลื่อนไหวเร็วกว่า มีสีสันกว่า และขับเคลื่อนด้วยการตลาดมากกว่า แต่ก็ยากที่จะตัดความเป็นไปได้ที่ตลาดจะค่อย ๆ เดินตามเส้นทางคล้ายญี่ปุ่นในระยะต่อไป งานวิจัยภาคสนามของ 엑시리스트(Exilist) ชี้ให้เห็นว่า คำถามสำคัญในอนาคตอาจไม่ใช่ใครสร้างกระแสได้มากที่สุด แต่อยู่ที่ใครเชื่อมต่อกับระบบการเงินกระแสหลักได้จริง และใครสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานอย่างการชำระเงิน การชำระบัญชี การรับฝาก และการโทเคนไนซ์ได้ก่อน ‘คริปโต’ ในญี่ปุ่นอาจดูเงียบลงในเชิงกระแส แต่ในเชิงโครงสร้าง มันกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง และนั่นอาจเป็นภาพล่วงหน้าของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในเอเชียรวมถึงเกาหลีใต้ด้วย
ความคิดเห็น 0