JPMorgan ที่ออกมาเน้นย้ำเรื่อง ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการคริปโตมากกว่าที่หลายคนคาดไว้ โดย ‘ไมค์ เบลช์’ ซีอีโอของ BitGo มองว่าท่าทีล่าสุดของธนาคารยักษ์ใหญ่รายนี้ อาจช่วยเพิ่มโอกาสให้ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ‘CLARITY Act’ ผ่านวุฒิสภาได้ง่ายขึ้น
เบลช์อ้างอิงบล็อกโพสต์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน (เวลาท้องถิ่น) ที่เขียนร่วมโดย ‘อูมาร์ ฟารุก’ ผู้ร่วมประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย Payments ระดับโลกของ JPMorgan และ ‘ปีเตอร์ มูเรียงกี’ ซีอีโอด้านโซลูชันสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน ทั้งสองระบุว่า ‘โทเค็นไอซ์’ และ ‘เงินที่โปรแกรมได้’ สามารถลดแรงเสียดทานด้านการชำระเงิน เร่งความเร็วในการชำระราคา และเพิ่มประสิทธิภาพให้ทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค เบลช์ชี้ว่า สถาบันการเงินและทีมคอมพลายแอนซ์จับตาท่าทีของธนาคารขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด ทำให้ข้อความลักษณะนี้มีอิทธิพลต่อทิศทางของตลาดอยู่ไม่น้อย
เขาโพสต์บน X ว่า ‘CLARITY Act’ แม้จะไม่ใช่ร่างกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ แต่แค่พาดหัวข่าวในลักษณะ ‘ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกสนับสนุนกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต’ ก็เพียงพอจะเปลี่ยนบทสนทนาในห้องประชุมคณะกรรมการบริษัทได้แล้ว พร้อมย้ำว่าด่านสำคัญที่ธนาคารเผชิญไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่คือการขาด ‘ความชัดเจนของกฎเกณฑ์’ หลังการถกเถียงดังกล่าว ความน่าจะเป็นที่ ‘CLARITY Act’ จะผ่านภายในปี 2026 บนตลาดคาดการณ์ Polymarket ขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ราว 44%
อย่างไรก็ดี นักข่าวสายคริปโต ‘เอลีนอร์ เทร์เรตต์’ แสดงความเห็นว่าปมนี้อาจถูกตีความเกินจริง โดยเธอระบุว่า JPMorgan ไม่ได้ถึงขั้น ‘สนับสนุน CLARITY Act โดยตรง’ และตอบโต้มุมมองของเบลช์ว่า “ฉันไม่คิดว่าเป็นแบบนั้น” หมายความว่า แม้ JPMorgan จะพูดถึงความจำเป็นในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กรอบกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยากจะตีความว่าเป็นการหนุนร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างชัดแจ้ง
‘ความคิดเห็น’ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า ตลาดไวต่อประเด็น ‘กฎระเบียบคริปโต’ แค่ไหน ทุกสัญญาณจากสถาบันการเงินรายใหญ่ระดับ JPMorgan ที่พูดถึง ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ มักจะถูกมองในเชิงบวกโดยผู้เล่นในอุตสาหกรรม ทว่า การตีความว่าเป็นการสนับสนุนร่างกฎหมายอย่าง ‘CLARITY Act’ อาจจะยังเร็วเกินไป ทั้งนี้ เมื่อวุฒิสภากลับมาทำงานในช่วงวันที่ 13–17 กรกฎาคม มีโอกาสที่ร่างรวมฉบับล่าสุดของ ‘CLARITY Act’ จะถูกเปิดเผย และจุดตัดสำคัญถัดไปคือการลงมติขั้นตอนต่อไป ว่าจะสามารถรวบรวมคะแนนเสียงให้ถึงเกณฑ์ 60 คะแนนได้หรือไม่ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางของกรอบกฎหมายตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ในระยะยาว
ความคิดเห็น 0