สหรัฐฯ สั่งเบรก ‘สกุลเงินดิจิทัลธนาคารกลาง(CBDC)’ ผ่านกฎหมายที่อยู่อาศัยฉบับใหม่ ทำให้ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ ของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ถูกห้ามออกใช้ยาว 4 ปีข้างหน้า ส่งสัญญาณชัดว่าประเด็น CBDC ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักจากวงการคริปโต ถูก ‘ชะลอด้วยกฎหมาย’ อย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 12 (เวลาท้องถิ่น) ข้อห้าม ‘ออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง’ ถูกบรรจุอยู่ในกฎหมายสองพรรคเรื่องการเพิ่มซัพพลายที่อยู่อาศัยและลดต้นทุนที่อยู่อาศัย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตอนเที่ยงคืนที่ผ่านมา โดยกฎหมายระบุชัดว่า เฟดจะไม่สามารถออก ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ หรือ CBDC ได้จนถึงสิ้นปี 2030
พรรครีพับลิกันยืนยันว่าสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจะเปิดทางให้ ‘การสอดส่องทางการเงิน’ ของประชาชนรุนแรงขึ้น จึงต้องปิดประตูไว้ก่อน แม้ในความเป็นจริง สหรัฐฯ ยังไม่ได้เดินหน้าโครงการ CBDC อย่างจริงจัง แต่ฝ่ายการเมืองมองว่าควรสกัด ‘ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง’ ให้ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ
อย่างไรก็ตาม ฝั่งเฟดเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีเร่งผลักดัน CBDC เป็นพิเศษ ก่อนที่เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) จะขึ้นรับตำแหน่งประธานเฟด หน่วยงานก็ย้ำมาตลอดว่า ‘จะไม่เดินหน้าโครงการ CBDC หากไม่ได้รับไฟเขียวที่ชัดเจนจากทำเนียบขาวและสภาคองเกรส’ ขณะที่ในสภาเองก็ยังไม่มีฉันทามติหรือแรงสนับสนุนกว้างขวางต่อโครงการดังกล่าว
‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ไม่เซ็น แต่กฎหมายมีผลอัตโนมัติ
ทรัมป์ปฏิเสธที่จะลงนามในกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ไม่สามารถหยุดไม่ให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้
ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลของตนเองว่า จะไม่ลงนามในกฎหมายที่อยู่อาศัย เพื่อประท้วงที่วุฒิสภาไม่ผ่าน ‘กฎหมายเซฟ อเมริกา (Save America)’ ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มความเข้มงวดเรื่องการยืนยันตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขาย้ำว่าการปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้งควรได้รับการจัดลำดับความสำคัญก่อน
แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐ หากประธานาธิบดีไม่ลงนามและไม่ใช้ ‘วีโต้’ อย่างเป็นทางการ ภายใน 10 วันร่างกฎหมายจะกลายเป็นกฎหมายโดยอัตโนมัติ ทรัมป์เลือกไม่ใช้อำนาจวีโต้ ทำให้กฎหมายนี้มีผลในทันทีเมื่อถึงกำหนดเวลาเที่ยงคืน
‘วงการคริปโต’ เฮ มองเป็นชัยชนะเชิงนโยบาย ขจัดความเสี่ยงแข่งกับ CBDC
ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตมองข้อจำกัด CBDC ครั้งนี้เป็น ‘ชัยชนะเชิงนโยบาย’ อย่างไม่เป็นทางการ ‘สเตเบิลคอยน์’ ภาคเอกชนถูกมองว่าอาจต้องเผชิญการแข่งขันโดยตรงกับสกุลเงินดิจิทัลของรัฐ หากสหรัฐฯ เดินหน้าออก CBDC ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องและการเติบโตของตลาดหดตัวลง
ขณะที่ยุโรปและจีนเร่งพัฒนาและทดลองใช้ CBDC กันอย่างจริงจัง เพื่อดันให้เป็นแกนหลักของ ‘ระเบียบการเงินดิจิทัลใหม่’ ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เลือกชะลอ CBDC จึงถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณหนุน ‘โครงสร้างตลาดแบบเอกชนเป็นศูนย์กลาง’ ในสมรภูมิดิจิทัลแอสเซตโลก
ก่อนหน้าจะบรรจุข้อห้าม CBDC ไว้ในกฎหมายที่อยู่อาศัย พรรครีพับลิกันเคยพยายามแนบเงื่อนไขลักษณะเดียวกันนี้เข้าไปในร่างกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายว่าด้วยการสอดส่องข่าวกรองต่างประเทศ (FISA) หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ คราวนี้จึงเลือกใช้กฎหมายด้านที่อยู่อาศัยซึ่งมีแรงต้านทางการเมืองน้อยกว่า ทำให้ผ่านสภาได้สำเร็จ
อาจสะเทือน ‘กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล’ ชุดใหญ่ในลำดับถัดไป
ข้อห้ามออก CBDC ครั้งนี้อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อการออกกฎหมายด้าน ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ชุดอื่นในอนาคต โดยเฉพาะร่าง ‘กฎหมายสร้างความชัดเจนต่อการกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่คาดว่าอาจถูกผลักดันผ่านสภาในช่วงฤดูร้อนปีนี้
‘ความคิดเห็น’ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือยุทธศาสตร์ของทรัมป์ที่มักดันกฎหมายบางฉบับให้มาก่อน ขณะที่พร้อมดึงจังหวะหรือเบรกกฎหมายฉบับอื่นที่ไม่สอดกับวาระทางการเมืองของตน กลยุทธ์นี้อาจทำให้ไทม์ไลน์การจัดระเบียบกฎเกณฑ์คริปโตของสหรัฐเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งสำหรับผู้ให้บริการ, ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ และสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมที่กำลังทยอยเข้าสู่ตลาดดิจิทัล
ท้ายที่สุด การห้ามออก ‘CBDC’ ในช่วง 4 ปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงด้านเทคโนโลยีการเงินเท่านั้น แต่สะท้อน ‘สมดุลอำนาจ’ ระหว่างรัฐกับตลาดในยุคดิจิทัล ว่าสหรัฐฯ จะเลือกปกป้อง ‘อธิปไตยทางการเงิน’ แบบไหน และเปิดทางให้ใครเป็นผู้นำเกมในตลาดดิจิทัลแอสเซต
ตลอดช่วงเวลานี้ ตลาดจะต้องจับตาว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าทดลองโมเดล ‘ระบบการเงินดิจิทัลไร้ CBDC’ อย่างไร และผลลัพธ์จะตอกย้ำหรือสั่นคลอนบทบาทดอลลาร์ในระบบการเงินโลกเพียงใด ‘CBDC’ จึงยังเป็นคำสำคัญที่ทั้งภาคการเมืองและวงการคริปโตไม่อาจละสายตาได้เลยในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0