บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงมาห่างจาก ‘จุดสูงสุดตลอดกาล’ ค่อนข้างมาก แต่ภาพระยะยาวของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered) ยังไม่เปลี่ยน ‘เจฟฟรีย์ เคนดริก(Geoffrey Kendrick)’ นักวิเคราะห์ประจำธนาคาร ยืนยันมุมมองเดิมว่า บิตคอยน์มีโอกาสพุ่งแตะ ‘500,000 ดอลลาร์’ ก่อนที่วาระของประธานาธิบดีทรัมป์จะสิ้นสุดลง แม้ตอนนี้ราคาจะอยู่ราว ‘64,000 ดอลลาร์’ ต่ำกว่าสถิติสูงสุดที่เคยทำไว้ในเดือนตุลาคม 2025 ที่ ‘126,198 ดอลลาร์’ ประมาณ 49%
เคนดริกยังมอง ‘เทรนด์ขาขึ้นเชิงโครงสร้าง’ ของบิตคอยน์(BTC) ว่าไม่เสียรูป แม้ตลาดจะเผชิญแรงขายและการปรับฐานแรงในระยะสั้น เขาให้เหตุผลว่าการไหลเข้าของเงินทุนสถาบัน การเติบโตของตลาดกองทุน ETF บิตคอยน์ และการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจมหภาค เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะหนุนราคาในระยะกลางถึงยาว
เขายังประเมินว่า บิตคอยน์กำลังยึดตำแหน่ง ‘ทองคำดิจิทัล’ ภายในระบบการเงินโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ถูกมองเป็น ‘สินทรัพย์เก็บรักษามูลค่า’ คล้ายทองคำ เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น ความต้องการถือบิตคอยน์ก็มีแนวโน้มขยายตัวตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างใหญ่ระหว่างราคาปัจจุบันกับเป้าหมาย ‘500,000 ดอลลาร์’ ยังคงเป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อนักลงทุนจำนวนมาก เคนดริกมองช่องว่างนี้เป็นเพียง ‘เรื่องของเวลา’ ไม่ใช่ตัวปัจจัยพื้นฐานที่สะดุด เขาคาดว่าในช่วงไม่กี่ปีต่อจากนี้ การเพิ่มน้ำหนักลงทุนของสถาบัน การออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ และ ‘ซัพพลายลดลงจากการฮาล์ฟวิ่ง’ จะทำให้ราคาขยับขึ้นเป็นขั้นบันได
ย้อนหลังไปไม่กี่รอบวัฏจักรราคา บิตคอยน์(BTC) มีพฤติกรรมทำ ‘จุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้น’ เรื่อยๆ สะท้อนโครงสร้างขาขึ้นระยะยาวที่ยังไม่ถูกทำลาย ‘ความคิดเห็น’ แม้ภาพใหญ่จะดูแข็งแรง นักลงทุนก็ยังต้องรับมือกับความผันผวนในระยะสั้น โดยเฉพาะจากทิศทางดอกเบี้ย ภาวะสภาพคล่องในระบบการเงิน และระดับความกล้ารับความเสี่ยงของตลาด
ทุกวันนี้ บิตคอยน์ไม่ได้ถูกมองแค่เป็นสินทรัพย์เก็งกำไร แต่เชื่อมโยงกับ ‘เศรษฐกิจมหภาคโลก’ อย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งการคาดหวัง ‘ดอกเบี้ยขาลง’ แนวโน้ม ‘ดอลลาร์อ่อนค่า’ รวมถึงเม็ดเงินจากสถาบันที่ไหลเข้าตลาดคริปโต ล้วนเป็นตัวแปรหลักที่ผลักดันราคาบิตคอยน์
ท้ายที่สุด มุมมองของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คือการมองบิตคอยน์(BTC) ผ่านเลนส์ของ ‘โครงสร้างระยะยาว’ มากกว่าราคาขึ้นลงในช่วงสั้น คำถามสำคัญคือ ‘ตลาดจะเชื่อในบทบาททองคำดิจิทัลนี้มากแค่ไหน’ ซึ่งคำตอบจะขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และกระแสเงินทุนในช่วงต่อจากนี้ว่าจะหนุนหรือขัดแย้งกับสมมติฐานดังกล่าวเพียงใด
ความคิดเห็น 0