Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

a16z ชี้ คริปโตและบิตคอยน์(BTC) ไม่ได้เด่นแค่ราคา แต่มีลุ้นเป็นศูนย์กลางกระแสเงินโลก

‘คริปโต’ อาจไม่ได้มีจุดแข็งที่สุดอยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเข้าไปยืนอยู่ตรง ‘ศูนย์กลางของกระแสเงิน’ มากกว่า ตามรายงานของ a16z crypto research เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2026 (เวลาท้องถิ่น) โดยชี้ว่า บล็อกเชนและโทเคนเครือข่ายถูกออกแบบมาให้ดึงทั้งค่าธรรมเนียมและอานิสงส์จากเครือข่ายได้พร้อมกัน ในจุดที่มูลค่าถูกสร้าง โอน และชำระจริง นั่นทำให้เหตุผลที่ บิตคอยน์(BTC) และอุตสาหกรรม ‘คริปโต’ ถูกจับตา อาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา แต่รวมถึงศักยภาพในการเปลี่ยนโครงสร้างการไหลเวียนของเงินทั่วโลกด้วย

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยเจสัน โรเซนธัล(Jason Rosenthal) ซึ่งอธิบายว่า บริษัทที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์จำนวนมากไม่ได้เติบโตจากการผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตจากการควบคุม ‘กระแสการไหล’ ของสินค้า บริการ หรือคำสั่งซื้อ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจรถไฟไม่ได้ทำเงินหลักจากหัวรถจักร แต่ทำเงินจากปริมาณสินค้าที่วิ่งผ่านราง ขณะที่วีซ่าและผู้ทำตลาดรายใหญ่ก็สร้างรายได้จากการอยู่กลางกระแสการชำระเงินและการส่งคำสั่งซื้อ ยิ่งธุรกรรมมาก รายได้ก็ยิ่งเพิ่ม

ในมุมนี้ บล็อกเชนจึงมีลักษณะใกล้เคียงธุรกิจเครือข่ายโดยกำเนิด เพราะทุกธุรกรรมถูกบันทึกและชำระผ่านบัญชีแยกประเภทเดียวกัน เมื่อจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น นักพัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งานรายใหม่ก็มักไหลเข้ามาใช้อินฟราที่เดียวกันมากขึ้น a16z crypto research ระบุว่า สิ่งที่ธุรกิจดั้งเดิมต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างได้อย่าง ‘เครือข่ายเอฟเฟกต์’ ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์คริปโตบางรายอาจเริ่มต้นพร้อมข้อได้เปรียบนี้ตั้งแต่วันแรก

รายงานยังมองว่า ‘โทเคนเครือข่าย’ เป็นกลไกที่ช่วยขยายพลังของโมเดลนี้ให้เด่นชัดขึ้น โทเคนที่ออกแบบดีสามารถจัดแนวผลประโยชน์ของผู้ใช้งาน นักพัฒนา ผู้จัดหาสภาพคล่อง ผู้ตรวจสอบธุรกรรม และตัวโปรโตคอล ให้มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือการเติบโตของเครือข่าย พร้อมกระจายผลตอบแทนตามระดับการมีส่วนร่วม ความต่างสำคัญคือ การจัดแรงจูงใจที่บริษัทแพลตฟอร์มแบบเดิมต้องทำผ่านสัญญาและโครงสร้างองค์กร ในโลก ‘คริปโต’ สามารถฝังไว้ในโค้ดและกติกาของโปรโตคอลได้โดยตรง

รายงานยกภาคการเงินเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด วีซ่าประมวลผลมูลค่าธุรกรรมชำระเงิน 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2024 และทำรายได้สุทธิ 35.9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนเจนสตรีททำรายได้จากการเทรดสุทธิ 20.5 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า สูงกว่าธนาคารขนาดใหญ่อย่างซิตี้กรุ๊ปและแบงก์ออฟอเมริกา นอกจากนี้ ตลาดยังมีการกระจุกตัวสูง โดยผู้ทำตลาด 5 อันดับแรกในสหรัฐรับส่วนแบ่ง 87% ของค่าตอบแทนจากกระแสคำสั่งซื้อ จุดร่วมของธุรกิจเหล่านี้ไม่ใช่การทายทิศทางตลาดให้ถูก แต่คือการยืนอยู่ตรง ‘ศูนย์กลางของทุกคำสั่งและการชำระเงิน’ เพื่อเปลี่ยนปริมาณธุรกรรมให้กลายเป็นรายได้ทันที

เครือข่ายเอฟเฟกต์ยิ่งทำให้โมเดลนี้แข็งแรงขึ้น ยิ่งมีผู้ถือบัตรมาก ร้านค้าก็ยิ่งอยากรับบัตร และเมื่อร้านค้ารับบัตรมากขึ้น บัตรนั้นก็ยิ่งมีคุณค่าสูงขึ้นเช่นกัน โครงสร้างเดียวกันนี้เกิดในตลาดคำสั่งซื้อ เมื่อมีโบรกเกอร์และผู้เข้าร่วมมากขึ้น ส่วนต่างราคาจะกระชับขึ้นและสภาพคล่องลึกขึ้น สุดท้ายแล้ว โมเดลที่รวมทั้ง ‘กระแสเงิน’ และ ‘เครือข่ายเอฟเฟกต์’ เข้าด้วยกัน มักถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการป้องกันการแข่งขันสูงที่สุดแบบหนึ่ง

โอกาสของ ‘คริปโต’ จึงอยู่ตรงช่องว่างนี้ เพราะระบบการเงินดั้งเดิมยังเก็บมาร์จิ้นในระดับสูง รายงานระบุว่า วีซ่าและมาสเตอร์การ์ดยังทำงานบนเครือข่ายที่ออกแบบมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอินเตอร์เชนจ์ราว 2% ถึง 3% ขณะที่การโอนเงินระหว่างประเทศมีต้นทุนประมาณ 6% ถึง 9% ด้านโบรกเกอร์ชั้นนำและผู้รับฝากทรัพย์สินก็ยังหักส่วนแบ่งจากทุกธุรกรรมหลักทรัพย์ แม้สหรัฐจะเปลี่ยนสู่ระบบชำระราคา T+1 ในปี 2024 แล้ว แต่เงินทุนจำนวนมากก็ยังต้องถูกพักค้างข้ามคืน ก่อให้เกิดต้นทุนเชิงโครงสร้างต่อไป

โรเซนธัลอ้างคำพูดของเจฟฟ์ เบโซส(Jeff Bezos) ที่ว่า “มาร์จิ้นของคุณ คือโอกาสของฉัน” เพื่อชี้ว่า บริการทางการเงินแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงิน การรับฝากสินทรัพย์ การปล่อยกู้ ฟอเร็กซ์ การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ การดำเนินการชำระราคา หรือการทำตลาด ล้วนเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการ ‘คริปโต’ สามารถเข้าไปท้าทายได้ หากลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วได้จริง ขนาดตลาดรวมก็อาจใหญ่ขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับที่สไตรป์และสแควร์เคยพิสูจน์มาแล้วในธุรกิจการชำระเงิน ทำให้โครงสร้างการเงินบนบล็อกเชนถูกมองเป็นผู้ท้าชิงรายต่อไป

รายงานยังเน้นบทบาทของ ‘สเตเบิลคอยน์’ ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะช่วยให้เงินและมูลค่าเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วระดับอินเทอร์เน็ต รองรับการชำระเงินตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และยังเปิดทางให้เกิดการตั้งโปรแกรมทางการเงินแบบปลายทางถึงปลายทางได้ บนอินฟราแบบเปิด ต้นทุนต่อหน่วยและเศรษฐศาสตร์ของระบบมักตรวจสอบได้ชัดเจนกว่าเดิม จึงเอื้อต่อการออกแบบธุรกิจที่มองตลาดโลกตั้งแต่ต้น นี่เองเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ บิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์บนบล็อกเชนเริ่มถูกมองเกินกว่าการเป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร และกลายเป็นฐานเทคโนโลยีสำหรับจัดระเบียบ ‘กระแสเงิน’ ใหม่

ขอบเขตของแนวคิดนี้ไม่ได้หยุดแค่การเงิน รายงานมองไปถึงตลาดคอมพิวต์และ GPU ชิปหน่วยความจำ ข้อมูลฝึก AI พลังงาน หุ่นยนต์ อวกาศ และโลหะหายาก ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่อาจเห็นการเคลื่อนย้ายมูลค่าในระดับโลกครั้งใหม่ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ยังไม่มีผู้คุมโครงสร้างพื้นฐานชัดเจน หรือยังมีตัวกลางฝังรากไม่ลึกมากนัก โอกาสในการสร้างธุรกิจบนเครือข่ายที่ตั้งโปรแกรมได้ตั้งแต่ต้นก็ยิ่งเปิดกว้าง

ท้ายที่สุด รายงานสรุปว่า คำถามสำคัญที่ผู้ก่อตั้งต้องตอบให้ได้ไม่ใช่แค่ว่ากำลังสร้างผลิตภัณฑ์อะไร แต่คือกำลังยืนอยู่ตรง ‘ศูนย์กลางของกระแสเงิน’ หรือไม่ หากกิจกรรมบนแพลตฟอร์มโตขึ้น 10 เท่า รายได้จะโตตามหรือเปล่า และจุดคอขวดที่ดึงมาร์จิ้นสูงสุดในตลาดเป้าหมายอยู่ตรงไหน a16z crypto research มองว่า โอกาสที่แท้จริงของ ‘คริปโต’ และโทเคนเครือข่าย ไม่ได้อยู่ที่ความผันผวนของราคา แต่อยู่ที่การยึดตำแหน่งศูนย์กลางของการไหลเวียนมูลค่า ‘ความคิดเห็น’ มุมมองนี้สะท้อนว่า อุตสาหกรรมบล็อกเชนอาจกำลังพัฒนาไปไกลกว่าการซื้อขายสินทรัพย์ และมุ่งสู่การออกแบบโครงสร้างการเคลื่อนย้ายเงินระดับโลกขึ้นใหม่ในระยะยาว

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1