Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ตลาดคริปโตฟื้นตัว 6.41% นำโดยบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) จับตา ETF-กฎระเบียบ-สเตเบิลคอยน์

ตลาดคริปโตฟื้นตัว 6.41% นำโดยบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) จับตา ETF-กฎระเบียบ-สเตเบิลคอยน์ / Tokenpost

ตลาด ‘คริปโต’ กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แม้ ‘ปริมาณการซื้อขาย’ และ ‘ความผันผวน’ จะลดลง สะท้อนว่าบรรยากาศการลงทุนเริ่มกลับมาแบบระมัดระวังมากกว่าร้อนแรงเกินไป โดยรายงานล่าสุดของ คริปโตดอทคอม(Crypto.com) ระบุว่า ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ยังเป็นแกนหลักของการฟื้นตัวรอบนี้ แต่ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับกระแสเงินจากสถาบัน กฎระเบียบโลก และการขยายตัวของตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ กับ ‘โทเคนไนซ์สินทรัพย์’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตามรายงานของ คริปโตดอทคอม(Crypto.com) ดัชนีราคาตลาดคริปโตในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 6.41% ขณะที่ปริมาณการซื้อขายลดลง 4.26% และความผันผวนหดตัว 15.76% ภาพรวมนี้ชี้ว่าตลาดกำลังฟื้นตัวในจังหวะที่ค่อนข้างนิ่งกว่าการพุ่งขึ้นแบบเก็งกำไรหนัก สินทรัพย์หลักอย่าง ‘บิตคอยน์(BTC)’ ปรับขึ้น 6.60% และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ เพิ่มขึ้น 13.47% ส่วนเหรียญทางเลือกหลายตัวปรับตัวแรงกว่า โดย ‘เอด้า(ADA)’ พุ่ง 31.8% และ ‘บิตคอยน์แคช(BCH)’ เพิ่มขึ้น 27.7%

ฝั่งกองทุน ETF แบบสปอตในสหรัฐยังคงมีเงินไหลออก แต่แรงขายเริ่มเบาลง โดยกองทุนสปอต ‘บิตคอยน์(BTC)’ ETF มียอดไหลออกสุทธิ 526 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนสปอต ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ETF ไหลออกสุทธิ 14 ล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขยังติดลบ แต่การชะลอลงของแรงไหลออกทำให้ตลาดมองว่าอารมณ์นักลงทุนสถาบันยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นลบอย่างชัดเจน

ปัจจัยมหภาคก็ช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงเช่นกัน หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ทำให้แรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยลดลง ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มเห็นการหมุนเงินจากหุ้น AI ที่มูลค่าสูงไปยังหุ้นคุณค่าและหุ้นที่อิงวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น กระแสนี้ช่วยหนุนความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโดยรวม และส่งผลบวกต่อ ‘คริปโต’ ในระยะสั้น

อีกประเด็นที่ตลาดจับตาคือกลยุทธ์ด้านสภาพคล่องของ สแตรทิจี(MSTR) ซึ่งยังคงถือ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เป็นสินทรัพย์ระยะยาว แต่เริ่มใช้กรอบบริหารทุนที่เรียกว่า ‘ทุนเครดิตดิจิทัล’ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน บริษัทอนุมัติการขาย ‘บิตคอยน์(BTC)’ ได้สูงสุด 1.25 พันล้านดอลลาร์ โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้จ่ายเงินปันผล ชำระหนี้ ซื้อหุ้นคืน และเสริมเงินสดสำรอง

แนวทางนี้สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้มอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ เป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับถือยาวเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือบริหารงบดุลอย่างจริงจังด้วย ตลาดส่วนใหญ่จึงมองว่านี่ไม่ใช่สัญญาณถอยจากมุมมองเชิงบวกต่อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับความมั่นคงทางการเงินและประสิทธิภาพของเงินทุนมากกว่า “ความคิดเห็น” หากโมเดลนี้ได้ผล ก็มีโอกาสที่บริษัทจดทะเบียนรายอื่นจะนำแนวคิดการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสภาพคล่องไปประยุกต์ใช้เช่นกัน

ด้านกฎระเบียบทั่วโลกก็เริ่มส่งสัญญาณชัดขึ้น เมื่อสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎหมาย MiCA เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม หลังสิ้นสุดช่วงผ่อนผัน ทำให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลในยุโรปต้องมีใบอนุญาตครบถ้วน ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปยังเริ่มทบทวนกรอบเดิมเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ และสินทรัพย์จริงในรูปแบบโทเคนหรือ RWA

ในสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแล FCA เสนอเกณฑ์เงินสำรองสำหรับผู้ออก ‘สเตเบิลคอยน์’ ที่ระดับ 1% ของมูลค่าการออก ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 2% ของ MiCA สะท้อนความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลและการสนับสนุนอุตสาหกรรม ส่วนออสเตรเลียก็เริ่มใช้กฎ ‘ทราเวลรูล’ กับกระดานซื้อขายในประเทศในวันเดียวกัน โดยบังคับให้เก็บและตรวจสอบข้อมูลผู้ส่งกับผู้รับ

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการคุมเข้มเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างเพื่อป้องกันการฟอกเงิน คุ้มครองผู้บริโภค และดึงตลาดคริปโตเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักมากขึ้น ภาพใหญ่จึงเป็นการทำให้ตลาด ‘คริปโต’ ใช้ภาษากฎเกณฑ์เดียวกับภาคการเงินดั้งเดิม

ขณะเดียวกัน การยอมรับจากสถาบันกำลังเกิดขึ้นเร็วเป็นพิเศษในตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ และ ‘โทเคนไนซ์สินทรัพย์’ หลังกลุ่มพันธมิตรโอเพนสแตนดาร์ดที่มีสมาชิกมากกว่า 140 บริษัทจากภาคการเงินและคริปโต เปิดตัวสเตเบิลคอยน์อิงดอลลาร์ ‘โอเพนยูเอสดี(OUSD)’ ซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมการออกและไถ่ถอน และยังออกแบบให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยจากเงินสำรองไหลกลับไปยังสมาชิก ถือเป็นความพยายามปรับโมเดลรายได้ของสเตเบิลคอยน์แบบเดิม

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และ เซอร์เคิล(Circle) ยังเริ่มให้บริการออกและไถ่ถอน ‘ยูเอสดีคอยน์(USDC)’ สำหรับลูกค้าสถาบันผ่านศูนย์กลางการเงินดูไบ DIFC พร้อมแผนขยายบริการในระดับโลก ส่วนแบล็กร็อกนำโทเคนดอลลาร์สังเคราะห์ ‘ยูเอสดีอี(USDe)’ ของเอเธนาเข้าเชื่อมกับแพลตฟอร์มบริหารความเสี่ยง ‘อะลาดิน’ และยังใช้กองทุนโทเคนไนซ์ ‘บีไอดีแอล(BUIDL)’ เป็นสินทรัพย์สำรองหลักสำหรับผลิตภัณฑ์ไวต์เลเบลใหม่

ฝั่งยุโรป กลุ่มการเงินเครดิต อากริโคล ผ่านธนาคารลูก คาเซอิส ได้ออกสเตเบิลคอยน์อิงยูโร ‘EURXT’ จำนวน 20 ล้านเหรียญบนเครือข่าย ‘อีเธอเรียม(ETH)’ โดยออกแบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์ MiCA ขณะที่ นิวยอร์กไลฟ์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ ซึ่งบริหารสินทรัพย์มากกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ ได้เปิดตัวกองทุน ‘NYLIM Anemoy’ บนแพลตฟอร์มเซนทริฟิวจ์ โดยอิงตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูง ถือเป็นการรุกเข้าสู่ตลาดกองทุนออนเชนอย่างจริงจัง

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่าตลาด ‘คริปโต’ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยายบทบาทไปสู่การชำระเงิน การบริหารเงินสำรอง การจัดการหลักประกัน และการลงทุนของสถาบันมากขึ้น รายงานของ คริปโตดอทคอม(Crypto.com) มองว่าแรงฟื้นตัวล่าสุดของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ เกิดขึ้นบน 3 ปัจจัยหลัก คือการปรับตัวของกฎระเบียบ การเร่งรับเทคโนโลยีจากสถาบัน และการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานการเงินเดิม สุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนของตลาด ‘คริปโต’ รอบนี้จะขึ้นอยู่กับกระแสเงิน ETF ความสอดคล้องของกฎเกณฑ์โลก และการขยายตัวของระบบ ‘สเตเบิลคอยน์’ ในภาคการเงินกระแสหลัก

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1