วงการคริปโตจับตา ‘CLARITY Act’ ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด หลังโคล린 แม큐니(Colleen McCune) จากบริษัทร่วมลงทุนชื่อดัง แอนดรีเซนโฮโรวิทซ์(a16z) ระบุว่า หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ‘สัญญาณ’ ด้านกฎระเบียบจะดึงเม็ดเงินจากสถาบันการเงินไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตแทบจะทันที พร้อมเปิดทางเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่ของตลาด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ทั้งระบบ เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph
แม큐นีชี้ว่า ‘ตลาดสเตเบิลคอยน์’ เพิ่งแสดงให้เห็นตัวอย่างสดๆ ผ่านร่างกฎหมายสเตเบิลคอยน์ของสหรัฐอย่าง ‘GENIUS Act’ ซึ่งเริ่มสร้างกรอบชัดเจนให้สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้ เขาอธิบายว่าพอทิศทางด้านกฎหมายเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง กิจกรรมในตลาดก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเล่าว่า ตอนนี้มีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาสร้างธุรกิจเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์จำนวนมาก ขณะที่ดีลลงทุนที่กองทุนคริปโตในตลาดเอกชนกำลังพิจารณาก็มีสัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับสเตเบิลคอยน์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “บรรดาสถาบันการเงินรายใหญ่และผู้เล่นจากโลกการเงินดั้งเดิมกำลัง ‘เข้ามา’ เพราะได้รับ ‘สัญญาณไฟเขียว’ จากฝั่งกฎระเบียบ” เขากล่าว สะท้อนว่าทันทีที่ ‘ความไม่ชัดเจนด้านกฎหมาย’ ลดลง เงินที่รอดูท่าทีอยู่ข้างสนามก็พร้อมจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดคริปโต
สำหรับ CLARITY Act แม큐นีมองว่า จุดสำคัญที่สุดไม่ใช่รายละเอียดรายมาตรา แต่คือ ‘สัญญาณ’ ที่ส่งไปยังตลาด เขาอธิบายว่า เมื่อสหรัฐกำหนดทิศทางด้านกฎระเบียบระยะยาวอย่างชัดเจน จะหมายถึง “ข้อความที่บอกว่าประเทศตัดสินใจแล้ว และรัฐบาลถัดไปหรือหน่วยงานกำกับดูแลรุ่นต่อไปก็ไม่สามารถกลับลำได้ง่ายๆ” ‘ความคิดเห็น’ ประเด็นนี้สำคัญเพราะนักลงทุนสถาบันไม่ชอบความเสี่ยงเชิงนโยบาย หากเริ่มเชื่อว่ากติกาจะไม่ถูกเปลี่ยนแบบกะทันหัน เม็ดเงินระยะยาวก็จะกล้าเข้ามามากขึ้น
แม큐นีระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ไม่ได้อยู่ที่กฎข้อย่อยว่าจะตีความเหรียญไหนอย่างไรเท่านั้น แต่อยู่ที่ ‘ความไม่แน่นอน’ ว่าแนวทางกำกับดูแลจะเดินหน้าไปทิศไหนกันแน่ การทำให้กฎหมายมีความแน่นอนมากขึ้นจึงช่วยลดความกังวลของทั้งนักลงทุนและผู้พัฒนาโปรเจกต์ได้โดยตรง
อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่า แม้ CLARITY Act จะผ่านสภา แต่กระบวนการยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะช่วงเวลาหลังการผ่านกฎหมาย 2 ปีถัดไปต่างหากที่อาจมีความหมายต่ออุตสาหกรรมมากที่สุด สภาคองเกรสจะวาง ‘โครงหลัก’ ของกฎหมาย จากนั้นหน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งในสหรัฐ เช่น ก.ล.ต. และหน่วยงานอื่นๆ จะต้องจัดทำกฎระเบียบรองและข้อกำหนดรายละเอียด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนด ‘ขอบเขตการบังคับใช้จริง’ ว่าครอบคลุมใครบ้างและอย่างไร
เขาคาดว่าในช่วงดังกล่าว นักพัฒนา, นักลงทุนสถาบัน และเงินทุนจากต่างประเทศที่รอดูท่าทีอยู่ภายนอกตลาดคริปโตอาจตัดสินใจเคลื่อนย้ายเข้ามาพร้อมกัน เนื่องจากสามารถประเมินความเสี่ยงเชิงกฎหมายและระบบกำกับดูแลได้ชัดขึ้น ‘ความคิดเห็น’ หากเกิดกรอบกติกาที่แน่นอน นักลงทุนรายใหญ่ เช่น กองทุนบำนาญหรือกองทุนประกัน ก็อาจเริ่มยอมรับคริปโตในฐานะสินทรัพย์กระแสหลักมากขึ้น
แม큐นียังเปรียบเทียบเส้นทางการเติบโตของคริปโตกับ ‘ตลาดปัญญาประดิษฐ์(AI)’ โดยชี้ว่า เมื่อ AI เริ่มมีเส้นทางเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน ทั้งรายได้, โมเดลธุรกิจ และกรอบการกำกับดูแลที่เริ่มเป็นรูปธรรม ก็ได้กลายเป็น ‘แกนการเติบโตระลอกที่สอง’ ดูดทั้งเงินลงทุนและบุคลากรระดับท็อปเข้าสู่ตลาดอย่างรุนแรง เขามองว่าคริปโตเองก็สามารถเดินตามเส้นทางคล้ายกันได้ หากมีกรอบกฎหมายแบบ CLARITY Act มาช่วยวางโครงพื้นฐานอย่างชัดเจน นักลงทุนก็จะมองเห็นภาพการเติบโตระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ CLARITY Act ยังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะตัวร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการเจรจา ‘ครั้งสุดท้าย’ ในประเด็นอ่อนไหวหลายด้าน ทั้งข้อกำหนดด้านจริยธรรม(Ethics), การคุ้มครองนักพัฒนาโปรโตคอล, ไปจนถึงถ้อยคำเกี่ยวกับการป้องกันการใช้คริปโตในทางที่ผิด เช่น การฟอกเงินหรือการสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย
แม큐นีเผยว่ากฎหมายฉบับนี้เคยเผชิญความเสี่ยงจะถูกล้มเลิกมาหลายรอบ แต่บรรยากาศการเจรจาล่าสุดเริ่มมีทิศทางเชิงบวกมากขึ้น แหล่งข่าวในสภาคองเกรสประเมินว่า ช่วงก่อนเข้าสู่ ‘ปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม’ ของสภาสหรัฐคือจุดตัดสินสำคัญ หาก CLARITY Act ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบได้ก่อนช่วงพักรอบนี้ โอกาสจะยืดเยื้อหรือสะดุดก็จะสูงขึ้นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลา ‘ราวสองสัปดาห์จากนี้’ จึงถูกมองว่าเป็นหน้าต่างเวลาที่สำคัญที่สุดต่อทิศทางของ CLARITY Act และอาจกลายเป็นตัวแปรชี้ชะตาว่าเม็ดเงินจากสถาบันการเงินทั่วโลกจะ ‘หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดคริปโต’ ตามที่อุตสาหกรรมคาดหวังหรือไม่ หากกฎหมายไม่ผ่าน ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบก็อาจยืดออกไปอีกหลายปี และทำให้การเติบโตระยะยาวของ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ยังต้องเผชิญแรงเสียดทานต่อไป
ความคิดเห็น 0