โปรโตคอลสเตกกิ้ง ‘ลิโด(Lido)’ ซึ่งเป็นแกนหลักของตลาด ‘อีเธอเรียม(ETH) สเตกกิ้ง’ เดินหน้าอัปเกรดครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ ‘Core 2026’ ปรับทั้งโครงสร้างตัวตรวจสอบธุรกรรม (Validator) และโมเดลเศรษฐกิจไปพร้อมกัน โดยมุ่งลดจำนวนตัวตรวจสอบลงราว ‘หนึ่งในสาม’ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพเครือข่าย และวางฐานให้เข้ากับทิศทางใหม่ของอีเธอเรียม
การอัปเกรด ‘Core 2026’ ถูกบังคับใช้ในระดับโปรโตคอลแบบอัตโนมัติ ผู้ที่สเตกกิ้งผ่านลิโดไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติม และจังหวะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเครือข่ายอีเธอเรียมเอง จึงถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของตลาด ‘ETH สเตกกิ้ง’ โดยรวม
ลิโดได้เพิ่มการรองรับแบบเนทีฟสำหรับคุณสมบัติการถอนแบบ ‘0x02’ และเตรียมรวมตัวตรวจสอบกว่า 265,000 ตัวเข้าสู่โครงสร้างแบบใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ EIP-7251 ที่ถูกนำเข้าในฮาร์ดฟอร์ก ‘เพ็กทรา(Pectra)’ ของอีเธอเรียม ซึ่งเปิดทางให้เพิ่มเพดานยอดคงเหลือที่มีผลต่อการยืนยันบล็อกของตัวตรวจสอบ จากเดิม 32 ETH ขยายได้สูงสุดถึง 2,048 ETH ต่อหนึ่งตัวตรวจสอบ
เดิมที EIP-7251 ต้องอาศัยการปรับโครงสร้างพื้นฐานในระดับโปรโตคอล เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริง การอัปเกรดของลิโดครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษา ‘ขนาดใหญ่สุด’ ที่นำข้อเสนอเชิงเทคนิคดังกล่าวไปใช้ในระบบจริง
ตามข้อมูลจากลิโด การรวมตัวตรวจสอบในครั้งนี้จะทำให้จำนวนตัวตรวจสอบบนอีเธอเรียมทั้งหมดลดลงจากราว 880,000 ตัว เหลือประมาณ 628,000 ตัว ลดลงราว ‘29%’ ขณะเดียวกัน สัดส่วนของ ETH ที่ถูกนำไปสร้างผลตอบแทนแบบ ‘ทบต้น (compounding)’ จะเพิ่มขึ้นจาก 32.06% เป็น 52.21% ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพด้านผลตอบแทนที่ดีขึ้นในภาพรวม
การลดจำนวนตัวตรวจสอบไม่ได้เป็นเพียงการลดตัวเลข แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของเครือข่าย ปริมาณข้อความรับรองธุรกรรม (Attestation) ต่อหนึ่งยุคเวลา (Epoch) ลดลงประมาณ 29% ทำให้ภาระการประมวลผลของเครือข่ายเบาลง และช่วยให้ ‘บีคอนเชน (Beacon Chain)’ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการรองรับการขยายตัวของอีโคซิสเทมในระยะยาว
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญของ ‘Core 2026’ คือการปรับ ‘โมเดลเศรษฐกิจของผู้รันโหนด’ หรือ Node Operator แบบยกเครื่อง เดิมทีโครงสร้างของลิโดอาศัย ‘ชื่อเสียง (Reputation)’ เป็นหลัก ตัวดำเนินการโหนดต้องรับผิดชอบต่อประสิทธิภาพการทำงานและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่ได้มี ‘หลักประกัน’ ที่บังคับตามสัญญาอัจฉริยะ
โครงสร้างใหม่ภายใต้ ‘CMv2’ นำระบบ ‘บอนด์ (Bond)’ ที่ใช้ ‘ETH เป็นหลักประกัน’ เข้ามา ผู้ดำเนินการโหนดต้องวางทุนบางส่วนไว้ในระบบ และหากเกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพ การหยุดทำงาน (Downtime) หรือถูกลงโทษจากการกระทำผิดกฎ (Slashing) จะต้องรับผิดชอบความเสียหายนั้นในเชิงการเงินโดยตรง ‘คำ’ ที่สำคัญ คือความเสี่ยงถูกโยนจากผู้สเตกกิ้งกลับไปที่ฝั่งผู้ดำเนินการโหนดมากขึ้น ทำให้แรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงและรักษาคุณภาพโหนดชัดเจนกว่าเดิม
ควบคู่ไปกับระบบบอนด์ ลิโดได้เปิดตัว ‘กรอบการจัดประเภทผู้ดำเนินการโหนด (Node Operator Framework)’ แบ่งบทบาทผู้ดำเนินการตามหลายปัจจัย เช่น ระดับการมีส่วนร่วมต่อการกระจายศูนย์ การร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม หรือการมีส่วนร่วมเชิงสาธารณะ จุดมุ่งหมายคือเปลี่ยนระบบให้ใกล้เคียงกับ ‘การแข่งขันแบบตลาดเสรี’ มากขึ้น ผู้ดำเนินการต้องพิสูจน์ทั้งผลงานและทุนที่พร้อมแบกรับความเสี่ยง
ลิโดเปิดเผยว่าจนถึงปัจจุบัน มีทีมไคลเอนต์ 7 ทีมถูกบรรจุเป็นผู้ดำเนินการโหนดในระบบใหม่ และนับถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ทีมเหล่านี้ได้รับ ‘stETH’ สะสมรวมราว 8,710 stETH คิดเป็นมูลค่าโดยประมาณ 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 306 พันล้านวอน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนขนาดของโครงสร้างจูงใจทางเศรษฐกิจในระบบลิโด
ด้านโครงสร้างการกำกับดูแล (Governance) ลิโดเลือกแนวทาง ‘ทำให้เรียบง่ายแต่ยังคงอำนาจ DAO’ เดิมทีการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติการเพียงเล็กน้อยก็ต้องผ่านขั้นตอนโหวตแบบออนเชนของ DAO ทุกครั้ง ทำให้การตัดสินใจเชิงเทคนิคชะลอตัว และขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์จริง
หลังการอัปเกรด อำนาจบางส่วนถูกโอนให้คณะทำงานและผู้ดำเนินการโหนดดูแลเอง เพื่อให้การปรับจูนเชิงปฏิบัติการทำได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ‘คำ’ สำคัญ คืออำนาจเหนือพารามิเตอร์หลัก ๆ และการกำหนดองค์ประกอบของผู้ดำเนินการโหนดยังคงอยู่ในมือ DAO ทั้งหมด พร้อมกลไก ‘สิทธิ์คัดค้าน (Veto)’ ที่ยังไม่ถูกแตะต้อง
สำหรับแผนในเฟสต่อไป ลิโดเตรียมเพิ่มฟีเจอร์อย่างการกระจายสเตกกิ้งที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การตั้งค่าค่าธรรมเนียมแบบแตกต่างกันระหว่างผู้ดำเนินการ และระบบประเมินผลการดำเนินงาน (Performance-based Evaluation) เพื่อให้โครงสร้างโดยรวมเข้าใกล้ ‘โมเดลตลาด’ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในมิติของรางวัล ความเสี่ยง และการแข่งขัน
‘ความคิดเห็น’ การอัปเกรด ‘Core 2026’ ของลิโดไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟังก์ชันใหม่ แต่เป็นการปรับสถาปัตยกรรมของตลาดสเตกกิ้งบนอีเธอเรียมในระดับโครงสร้าง ตั้งแต่จำนวนตัวตรวจสอบที่ลดลงควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย ไปจนถึงการโยกย้ายโมเดลผู้ดำเนินการโหนดจาก ‘ชื่อเสียง’ ไปสู่ ‘ทุนและความเสี่ยงที่จับต้องได้’ หากโมเดลนี้พิสูจน์ได้ว่าให้ทั้งความปลอดภัยและผลตอบแทนในระดับที่แข่งขันได้ ก็มีโอกาสสูงที่โครงสร้างลักษณะนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโปรโตคอลสเตกกิ้งบน ‘อีเธอเรียม(ETH)’ และเครือข่ายบล็อกเชนอื่น ๆ ในอนาคต
ความคิดเห็น 0