ตลาดบิตคอยน์(BTC) กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ หลังกรณี ‘คอลด์การ์ด(Coldcard)’ ถูกแฮ็ก ทำให้นักลงทุนเร่งโยกย้ายเงินกันจ้าละหวั่น ที่น่าจับตาคือกระแสการ ‘หนีออกจากกระดานเทรด’ ในช่วงก่อนหน้า พลิกกลับกลายเป็นการย้ายเหรียญ ‘เข้ากระดานเทรด’ แทน สร้างบรรยากาศตึงเครียดให้ตลาดบิตคอยน์(BTC) อย่างชัดเจน
เหตุการณ์แฮ็กคอลด์การ์ดครั้งนี้จุดประเด็นคำถามเรื่องความปลอดภัยของการเก็บเหรียญแบบ ‘ดูแลเอง’ (self-custody) ขึ้นมาอีกครั้ง เหตุเริ่มต้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) จากช่องโหว่เฟิร์มแวร์ของฮาร์ดแวร์วอลเล็ตรุ่นหนึ่ง ทำให้กระบวนการสร้าง ‘วลีซีด’ (seed phrase) มีปัญหาเรื่อง ‘ความสุ่ม’ หรือค่าเอนโทรปีที่อ่อนลง อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบคือกระเป๋าฮาร์ดแวร์สำหรับบิตคอยน์(BTC) ที่ผลิตโดยบริษัทแคนาดา โคอินไคต์(Coinkite) นักวิเคราะห์ระบุว่าแฮ็กเกอร์อาศัยจุดอ่อนในตัวสร้างเลขสุ่ม (RNG) ที่คาดเดาได้ เข้าคำนวณย้อนกลับวลีซีดจากระยะไกล แล้วใช้ข้อมูลนั้นขโมยกุญแจส่วนตัวและยักย้ายเหรียญออกจากกระเป๋าได้
ข้อมูลออนเชนชี้ว่า มูลค่าความเสียหายรวมจนถึงตอนนี้อยู่ราว 1,000–1,300 BTC หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.1–1.3 ล้านล้านวอน (ราวหลักหมื่นล้านบาท) การโจมตีถูกดำเนินการจากหลายแอดเดรสพร้อมกัน บางช่วงมีการย้ายเหรียญทีละหลักร้อยบิตคอยน์(BTC) ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง แหล่งวิเคราะห์บางรายมองว่ายังไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่การโจมตียังคงดำเนินอยู่เบื้องหลัง
‘คำ’ เปลี่ยนทิศเงิน: จากหนีออกกระดาน กลายเป็นไหลกลับเข้า
หลังเหตุแฮ็ก สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ ‘ปริมาณบิตคอยน์(BTC) ที่ไหลเข้าสู่กระดานเทรดพุ่งสูง’ ข้อมูลจากคริปโตแวนต์(CryptoQuant) ระบุว่า ณ วันที่ 31 กรกฎาคม มียอดฝากเข้าเทรดต่อวันจากธุรกรรมขนาดต่ำกว่า 10 BTC รวมสูงถึง 7,300 BTC แตะระดับสูงสุดนับจากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
จำนวนแอดเดรสที่เคลื่อนไหวบนเครือข่ายก็เพิ่มขึ้นแรง จากราว 645,000 แอดเดรสในวันที่ 30 กรกฎาคม ขยับขึ้นไปเฉียด 1,000,000 แอดเดรสภายใน 24 ชั่วโมง แตะระดับสูงสุดนับจากเดือนธันวาคม 2023 โดยส่วนเพิ่มส่วนใหญ่มาจากแอดเดรสที่เคลื่อนย้ายเหรียญเข้าสู่กระดานเทรด
ธุรกรรมขนาดเล็กก็สะท้อนความกังวลของรายย่อยเช่นกัน ปริมาณซื้อขายรวมสำหรับธุรกรรมต่ำกว่า 1 BTC พุ่งไปที่ 39,600 BTC ใกล้เคียงช่วงตื่นตระหนกหลังการล่มสลายของกระดานเทรด FTX ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ในวันเดียวกันคือ 31 กรกฎาคม ปริมาณบิตคอยน์(BTC) ไหลเข้าสุทธิในกระดานเทรดรวม 11,163 BTC โดยเงินหลักไหลไปที่ไบแนนซ์, คราเคน และ OKX
ฮูลิโอ โมเรโน(Julio Moreno) นักวิเคราะห์จากคริปโตแวนต์ให้ ‘ความคิดเห็น’ ว่า “หลังเหตุแฮ็กคอลด์การ์ด นักลงทุนกำลังย้ายสินทรัพย์ไปในที่ที่มองว่า ‘ปลอดภัยกว่า’ การตอบสนองชัดที่สุดมาจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อย”
กระแสคนละขั้วกับยุค FTX ล้ม ความเชื่อมั่น ‘คุมเอง’ สะเทือน
ภาพที่เห็นในรอบนี้แทบจะตรงกันข้ามกับช่วงวิกฤต FTX ปี 2022 ตอนนั้นความกลัวการล้มของกระดานเทรดและการอายัดถอนเงิน ทำให้บิตคอยน์(BTC) ถูกถอนออกจากกระดานไปเก็บในกระเป๋าแบบ self-custody จำนวนมหาศาล แต่กรณีคอลด์การ์ดรอบนี้ กลับเป็น ‘ฮาร์ดแวร์วอลเล็ท’ เองที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกย้ายเหรียญกลับเข้าไปที่กระดานเทรดแทน
ตัวเลขบิตคอยน์(BTC) รวมที่เก็บอยู่บนกระเป๋าของกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ จึงขยับขึ้นตามไปด้วย จากเดิมราว 2.7 ล้าน BTC ก่อนเกิดเหตุคอลด์การ์ด ปรับขึ้นมาอยู่แถว 2.715 ล้าน BTC ในช่วงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญวงการคริปโตมองตรงกันว่า ปัญหานี้จำกัดอยู่แค่ ‘ผลิตภัณฑ์บางรุ่น’ เท่านั้น วลีซีดที่สร้างตามมาตรฐาน และฮาร์ดแวร์วอลเล็ตรายอื่นที่ไม่มีปัญหาด้านเอนโทรปี ‘ยังถือว่าปลอดภัย’ แต่ความเสียหายครั้งนี้ก็เพียงพอจะทำให้แนวคิด ‘ดูแลเหรียญเองดีกว่า’ ถูกตั้งคำถามในระยะสั้น และบังคับให้นักลงทุนจำนวนมากต้องคิดทบทวนเรื่องกลยุทธ์การเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่
ในท้ายที่สุด กรณีคอลด์การ์ดครั้งนี้เป็นตัวอย่างแรงว่า ‘คำ’ ความปลอดภัย สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นในตลาดบิตคอยน์(BTC) ได้รวดเร็วเพียงใด เมื่อความเสี่ยงของกระดานเทรดถูกเปรียบเทียบกับความเสี่ยงของการจัดเก็บแบบ self-custody คำถามสำคัญของนักลงทุนจึงยังเหมือนเดิมว่า “เงินจะอยู่ที่ไหน ‘ปลอดภัยที่สุด’” และคำตอบก็อาจเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตามเหตุการณ์และบรรยากาศในตลาดแต่ละช่วง
ความคิดเห็น 0